haTutor.com แหล่งรวมประกาศหาติวเตอร์ ติวเลข ติววิทย์ ติวอังกฤษ ติววิชาต่างๆ ลงประกาศฟรี

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม [ ลงทะเบียน | เข้าสู่ระบบRSS Feed

ติวเตอร์กับการตลาดจอมปลอม

| เรื่องราวน่ารู้ | December 31, 2017

image

ติวเตอร์กับการตลาดจอมปลอม

วันก่อนสิ้นปี 2017 นี้แอดมินมีเรื่องเล่า เพื่อสะท้อนให้ผู้ปกครองหลายท่านได้ตระหนักในการหาสถานที่ติวให้ลูกหลาน โดยเฉพาะเด็กเล็กๆระดับประถมที่ต้องอาศัยการสอนสด และการปลูกฝังความคิดให้เด็กๆ

เรื่องที่จะเล่าให้ฟังก็คือในแวดวงการติวในระดับท้องถิ่นในสถานที่ๆแอดมินกำลังเปิดติวอยู่นั้น มีเรื่องราวดรามาเกิดขึ้นที่ยากจะลืมเลือนได้สำหรับผู้ปกครองของเด็กหลายๆคน

นั่นเพราะมีติวเตอร์รายหนึ่งเปิดติววิชา A อยู่เป็นล่ำเป็นสัน และมาเปิดวิชา B ควบคู่ไปด้วย นัยว่าเด็กต้องเรียนทุกวันอยู่แล้วและตัวเองเชี่ยวชาญทั้ง 2 วิชา ส่วนจะบอกว่าวิชาไหนเรียนวันไหนนั้นบอกไม่ได้ นั่นคือคนที่ต้องการเรียนเฉพาะวิชา A อย่างเดียวก็ต้องจำใจเรียนวิชา B ไปด้วย

สิ่งที่ผู้สอนรายนี้คุยโม้โอ้อวดก็คือ เมื่อปีที่แล้วตัวเองเปิดวิชา B ด้วยนั้น เด็กทำคะแนนได้ดีสอบติดสนามดังๆได้มากมาย ส่วนที่อื่นนั้นเด็กสอบไม่ติดเลย เรียนกับเขาหนะดีแล้ว รับรองสอบติดสนามดังๆแน่นอน

ในความเป็นจริงแล้วแอดมินเองติวเด็กที่เขากล่าวอ้างในวิชา B มาตั้งแต่ ป2 แล้วพอถึง ป6 ก็แจ้งผู้ปกครองว่าน้องเขาอยู่ตัวแล้วสำหรับวิชา B แนะนำไปหาที่ติววิชา A อย่างเดียวก็พอแล้ว แต่เนื่องจากที่นั่นเขาสอนทั้งวิชา A และ B สลับกัน เลยกลายเป็นผลงานของเขาให้อวดอ้างโดยปริยาย

ผลก็คือผู้ปกครองที่ไม่ได้ติดตามหรือสอบถามจากผู้ปกครองรายอื่นว่าเรียนวิชาอะไรที่ไหนมาแล้วบ้างก็พลอยคล้อยตามไปด้วย เด็กๆก็เฮโลกันไปเรียนพิเศษทั้ง A และ B ที่นั้่นเนื่องจากสถาบันเก่าที่เคยสอนวิชา B ได้ย้ายฐานไปที่อื่นๆ

ผลงานล่าสุดของปีนี้ก็คือ เด็กกลุ่มหนึ่งซึ่งสมัย ป5 เคยสอบผ่านสนาม สสวท ด้วยคะแนนสูงส่งกลับต้องร่วงกันระนาว ทำให้เด็กห้องคิงส์ของโรงเรียนในท้องถิ่นที่เคยผ่าน สสวท รอบ 1 กลับร่วงกันไปหลายรายอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากแอดมินได้ดูข้อสอบ สสวท วิชา A และ B แล้ว พบว่าข้อสอบเป็นแนวคิดวิเคราะห์ที่แอดมินเองสอนแนวนี้ตลอดให้เด็กได้เผชิญกับข้อสอบทุกรูปแบบหากคิดเป็น เลยหายสงสัยเลยว่าทำไมเด็กๆของแอดมินที่เป็นเด็กห้องหลังๆ โนเนม กลับสอบผ่าน สสวท ด้วยคะแนนสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

นั่นเพราะกระบวนการสอนที่แอดมินใช้คือการสอนที่มาที่ไป สอนให้คิดวิเคราะห์ ให้ตีโจทย์ให้แตกว่าโจทย์ต้องการอะไร กระบวนการคิดเป็นอย่างไร ไม่ใช่จำมาสอบอย่างเดียว

ไม่น่าเชื่อว่าการติวแบบผิดวิธีในช่วงระยะเวลาประมาณไม่กี่เดือนนั้น มันเทียบเท่ากับการล้างสมองเด็กจากเด็กที่เคยคิดวิเคราะห์เป็นกลายเป็นเด็กคิดไม่เป็นไปเลย

ดังนั้นสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการส่งบุตรหลานไปหาติวเตอร์รายไหนก็ตาม อย่าเชื่อแต่ลมปากสถาบันอย่างเดียว ควรจะสอบถามผู้ปกครองรายอื่น หรือคนที่มีรุ่นพี่ที่เขาประสบผลสำเร็จว่า เขาไปติวกันที่ไหน ติวอย่างไร คนที่เปิดติวนั้นเรียนจบอะไรมา ความรู้ความสามารถสอดคล้องกับวิชาที่สอนหรือไม่

ไม่งั้นอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต กับการตัดสินใจผิดพลาด ทำให้ลูกต้องเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมที่ไม่เหมาะกับความสามารถของลูก เหตุเพราะติวผิดที่ผิดทาง ติวจากเด็กเก่งให้เป็นเด็กไม่เก่งไปได้ ขณะที่หลายๆที่เขาติวเด็กไม่เก่งให้เก่งขึ้นมาได้ น่าคิดไหมครับ

2472 total views, 3 today

เมื่อต้องติวกันทุกสนาม สอบเก่งได้เหรียญทอง แต่เป็นความเก่งที่ไม่ยั่งยืน

| เรื่องราวน่ารู้ | January 20, 2017

students-2

เมื่อต้องติวกันทุกสนาม สอบเก่งได้เหรียญทอง แต่เป็นความเก่งที่ไม่ยั่งยืน

เป็นเรื่องปกติของพ่อแม่ผู้ปกครองในการที่จะพยายามให้ลูกลงสอบแข่งในสนามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สสวท สอวน จนไปถึงโอลิมปิก แต่เสียงสะท้อนจากอาจารย์ที่รับเด็กเหล่านี้ไปเรียนในระดับที่สูงขึ้นนั้นพบว่า เด็กไม่ได้เก่งจริงจังแบบยั่งยืน เก่งเฉพาะสนามนั้นๆเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ เด็กที่สอบแข่งขันในสนามดังๆได้นั้น บางส่วนก็เป็นแค่เสมือนตัวแทนของคนติวเท่านั้นนั่นเอง

ปัญหาในลักษณะนี้เริ่มเกิดขึ้นมาในช่วงปีหลังๆที่มีติวเตอร์บริการติวเฉพาะกิจโผล่ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ยิ่งสนามดังๆค่าติวก็จะยิ่งแพง กลายเป็นว่าใครมีเสบียงเยอะก็จะมีโอกาสได้เหรียญทองสูง ใครมีเสบียงน้อยก็มีโอกาสน้อยลง

ในอดีตการสอบได้เหรียญทอง สสวท นั้นถือว่าสดใหม่และเก่งจริงและเป็นการเก่งที่ยั่งยืนด้วย นั่นเพราะการเรียนการติวของเด็กๆเหล่านั้น เป็นการติวภาพกว้าง สอนให้เด็กคิดให้เป็น และสามารถนำไปประยุกต์ในข้อสอบได้

เนื่องจากข้อสอบ สสวท มักจะเป็นการให้ข้อมูลในข้อสอบแล้วผู้สอบต้องศึกษาความเชื่อมโยงแล้วนำมาคิดวิเคราะห์หาคำตอบเอาเอง โดยอาศัยความจำน้อยมาก เด็กเพียงแค่จดจำหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาตร์เล็กๆน้อยๆเท่านั้นแล้วไปคิดหาคำตอบเอาเองจากข้อสอบ

การสอบในลักษณะนี้ไม่ได้ต้องการทดสอบความจำของเด็ก แต่มุ่งทดสอบกระบวนการคิดของเด็กมากกว่า แต่ปัญหาก็คือเด็กนักเรียนในปัจจุบันอาศัยการเรียนแบบท่องจำ ทำให้ไม่สามารถทำข้อสอบเหล่านี้ได้

เดือดร้อนถึงผู้ปกครองที่ต้องขวนขวายหาติวเตอร์ หรือต้องเรียนกวดวิชากันหามรุ่งหามค่ำ เรียนเพื่อจำไปว่า ถ้าข้อสอบออกแบบนี้ต้องคิดอย่างไร พูดง่ายๆต้องสอนให้เด็กท่องวิธีคิดเข้าไปด้วยนั้นเอง

อ้าวตายหละ ทำไมเด็กต้องท่องวิธีคิดเข้าไปด้วย ทำไมไม่คิดเอง นั่นเพราะระบบโรงเรียนของเราตอนนี้ครูไม่มีเวลาสอนเด็ก ระบบการเรียนการสอนก็เป็นแบบทุกคนต้องฟังครูแล้วจดๆ แล้วไปท่องมาให้จำแล้วเอามาสอบ

การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้นจะทำแบบนี้ไม่ได้ จะต้องฝึกให้เด็กคิด ต้องมีการถามตอบในชั้นเรียน ให้เด็กได้วิเคราะห์กันเชิงเดี่ยวหรือกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นออกมา

ปัญหาเพราะว่า คุณครูต้องทำงานเอกสารเพื่อประกันคุณภาพการศึกษา ต้องอบรม ต้องประชุม ตามแต่ที่หน่วยเหนือแต่ละหน่วยจะมีไอเดียอะไรออกมาให้ครูปฏิบัติตาม ครูต้องรับภาระทั้งหมด เด็กเลยต้องมานั่งจดกระดานหรืออ่านหนังสือเอง แล้วค่อยท่องไปสอบ

จากปัญหาข้างต้น ผู้ปกครองเลยต้องหันมาพึ่งการกวดวิชา ด้วยค่าใช้จ่ายและเวลา ทำให้กระบวนการกวดวิชิ สุดท้ายก็ต้องจบลงที่ท่องจำ

อยากให้ลูกเก่งยั่งยืนต้องทำอย่างไร

ด้วยผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่มีเวลาได้ติดตามการเรียนของบุตรหลานอย่างใกล้ชิดมากนัก ทำให้ต้องพึ่งการกวดวิชาเป็นหลัก จริงๆแล้วการเริ่มต้นง่ายๆสามารถทำได้จากที่บ้าน ก็คือการฝึกให้ลูกเล่าเรื่อง

โดยให้เริ่มจากการเล่าเรื่องในชีวิตประจำวันก่อน แล้วค่อยๆวกกลับเข้ามาในด้านเนื้อหาวิชาการ ฝึกทุกวันให้เด็กหัดเล่าหัดตอบโดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิด

ขั้นต่อมาก็คือการหาที่เรียนพิเศษที่มีการฝึกให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ มีการถกเถียงกันในกลุ่ม มีการตั้งคำถามและสร้างบรรยากาศที่มีการถกเถึยงกัน ไม่ใช่ว่าไปเรียนพิเศษแล้วเด็กต้องนั่งฟังอย่างเดียว ซึ่งกรณีแบบนี้หากเด็กสมาธิหลุดลอยเด็กก็จะไม่ได้อะไรเลย

ต้องฝึกให้เด็กคิดวิเคราะห์ให้เป็น อย่ามุ่งเน้นการติวเฉพาะสนาม แต่มุ่งเน้นให้เด็กได้รับความรู้แบบองค์รวมแล้วให้เด็กได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำข้อสอบเอาเอง

ไว้มีโอกาสแล้วจะยกตัวอย่างการเรียนการสอนแบบเชิงคิดวิเคราะห์ให้ดูกันนะครับ

1954 total views, 2 today

อยากเป็นติวเตอร์ เริ่มต้นอย่างไรดี หานักเรียนจากที่ไหน

| เรื่องราวน่ารู้ | December 5, 2016

engtutor

อยากเป็นติวเตอร์ เริ่มต้นอย่างไรดี หานักเรียนจากที่ไหน

อาชีพติวเตอร์อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น เนื่องจากมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ การเรียนให้เข้าใจและได้คะแนนสูงถือเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองแทบทุกคนมุ่งหวังให้ลูกหลานของตัวเองเป็น เพราะมันจะหมายถึงอนาคตที่สดใสของลูกหลาน เนื่องจากระบบการศึกษาบ้านเราอาศัยคะแนนเป็นตัวตัดสินในการเข้าศึกษาในระดับต่างๆ

ทำให้เกิดสถาบันติวทั่วบ้านทั่วโมง สถาบันติวดังๆใครๆก็แห่ไปเรียนเงินทองไหลมาเทมา เลยทำให้หลายคนคิดว่า อาชีพติวเตอร์ใครๆก็เป็นได้เพราะถ้าเรารู้เรื่องนั้นแล้วก็แค่สอนให้คนที่ยังไม่รู้ได้รู้ก็ไม่เห็นจะยากอะไร

ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องจริง เพราะถ้าเรารู้และเชี่ยวชาญเรื่องใด ก็แค่สอนให้คนอื่นรู้ให้เท่าเราก็น่าจะเพียงพอในการทำข้อสอบแล้ว เนื่องจากเด็กสมัยนี้น้อยรายที่จะอ่านหนังสือแล้วทำความเข้าใจเอง อีกทั้งเมื่อเห็นเพื่อนๆไปติวกับติวเตอร์ดังๆ ก็เริ่มไม่มั่นใจ กลัวว่าตัวเองรู้น้อยกว่าที่เพื่อนรู้แล้วจะทำข้อสอบไม่ได้สุดท้ายก็ต้องหาที่เรียนพิเศษอยู่ดี

เอาเป็นว่าความต้องการคนติว หรือติวเตอร์นั่นมีอยู่แน่ๆทุกหัวระแหง แต่ประเด็นสำคัญคือ หากเราอยากเป็นติวเตอร์แล้ว จะต้องเริ่มต้นอย่างไรดี

เริ่มต้นเป็นติวเตอร์ ไม่ใช่เรื่องขาก

– อันดับแรกเลย เราต้องประเมินตัวเองว่า เราถนัดหรือเชี่ยวชาญด้านไหน เราจะสอนวิชาอะไร และกลุ่มเป้าหมายคือเด็กเล็กหรือเด็กโต เราควรจะตั้งเป้าให้ชัดเจน

การค้นหาตัวเองก็ต้องมองว่าจุดขายของเราคืออะไร ส่วนใหญ่แล้วคนที่เรียนเก่งได้เกรดสูงๆ แสดงว่าทำข้อสอบได้ตรงตามวัตถุประสงค์ น่าจะหมายถึงการเรียนที่เข้าใจ หรือสามารถวิเคราะห็ข้อสอบได้ถูกต้อง

คนกลุ่มนี้เลยอาศัยชื่อเสียงของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเรียนในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง นำผลการเรียนมาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าตัวเองทำได้ ก็ย่อมที่จะสอนให้คนอื่นทำได้เช่นกัน

ดังนั้นการค้นหาตัวเองก็ควรจะตั้งเป้าว่าตัวเองถนัดวิชาอะไร มีผลงานเป็นอย่างไร สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองได้แค่ไหน

เตรียมเนื้อหาที่ต้องการสอน หากเราตั้งกลุ่มเป้าหมายและวิชาไว้แล้ว เราก็ควรจะศึกษาให้ลึกถึงหลักสูตรของเด็กในกลุ่มเป้าหมายเรา หากเราไม่เจาะจงว่าเป็นโรงเรียนไหน เราก็อาจจะต้องหาข้อมูลให้ครบ โดยอาจจะอาศัยการขอข้อมูลจากเพื่อนบ้านที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเป้าหมายเป็นต้น

เมื่อเราได้ข้อมูลแล้ว ก็เตรียมเนื้อหาว่าเราจะสอนอะไร จะสอนเนื้อหาหรือจะสอนทำข้อสอบ ควรจะให้ชัดเจนในแผนการสอนของเราว่ามุ่งเน้นอะไร

อย่างผู้เขียนเอง เน้นในกลุ่มเด็ก ป1 ถึง ป6 และใช้วิธีสอนสด เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังไม่มีความรับผิดชอบพอที่จะเรียนจากแผ่นได้ และเด็กจบป6 ต้องเตรียมตัวสอบเข้า ม1 เราก็ไปหาซื้อคู่มือต่างๆมาศึกษาว่าข้อสอบเข้า ม1 ของสนามต่างๆนั้นเป็นอย่างไร

จะทำให้เราเห็นภาพรวมว่าเด็กต้องรู้เนื้อหาอะไรบ้างถึงจะทำข้อสอบได้ ต้องมีการนำข้อสอบมาติวให้เด็กก่อนสอบสนามต่างๆเพื่อให้เด็กได้คะแนนสูงๆแล้วสอบติดเข้าโรงเรียนดังๆเป็นต้น

ทบทวนเนื้อหา ทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง พร้อมยกตัวอย่างเชิงลึกให้เด็กเห็นว่าอาจจะพบเจอกับข้อยกเว้นอะไรบ้างที่ชอบนำมาออกข้อสอบ หากสอนคณิตศาสตร์ ก็อาจจะต้องลองเอาข้อสอบในระดับที่สูงขึ้นมาให้เด็กลองคิดวิเคราะห์ดู หรือหากสอนวิทยาศาสตร์ เราก็ต้องทำความเข้าใจถึงเนื้อแท้ของมันแล้วสอนให้เด็กเข้าใจ ไล่ถามย้อนไปมาว่าเด็กเข้าใจจริงๆหรือใช้วิธีจำอย่างเดี่ยวโดยไม่ยอมคิดเป็นต้น

ผู้สอนจะต้องเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง ถึงจะสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองได้ว่าเด็กเรียนกับเราแล้วจะประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ก็ควรเป็นไปตามข้อตกลงตั้งแต่ต้นว่าเป้าหมายของการสอนพิเศษครั้งนี้นั้นเพื่อเป้าหมายอะไร

หานักเรียนได้จากที่ไหน

เมื่อเราได้กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องมองว่ากลุ่มเป้าหมายเหล่านี้เราจะเข้าถึงได้อย่างไร หากเราเพิ่งเริ่มต้น ก็อาจจะใช้วิธีชักชวนลูกหลานเพื่อนบ้านมาเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างผลงานก่อน หรือหากเราต้องการหารายได้ ก็อาจจะคิดราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดเพื่อหาลูกค้าเป็นต้น

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการหาลูกค้ามาเรียนพิเศษก็เหมือนกับการทำการค้าทั่วไป ที่เราจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ มีการสร้างเครือยข่ายให้เกิดการรับรู้แบบปากต่อปาก หรือจะติดแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ในตำแหน่งใกล้กับโรงเรียนพร้อมชูจุดเด่นที่จะหาลูกค้ามาทดลองเรียนกับเราให้ได้เป็นต้น

หรืออีกวิธีการหนึ่งก็คือการประชาสัมพันธ์ตัวเองตามเว็บลงประกาศต่างๆ หรือหากจะทดลองดูการตอบรับก็สร้างแฟนเพจขึ้นมาแล้วซื้อโฆษณาจาก facebook เป็นต้น ซึ่งก็ให้นึกถึงรูปแบบการตลาดแบบปกติทั่วไป ที่ต้องให้ลูกค้าได้ลอง มีการประชาสัมพันธ์ ติดตามผล ทำลูกค้าสัมพันธ์เป็นต้น

เชื่อว่าการหาคนมาเรียนพิเศษในช่วงเริ่มต้นคงไม่ยาก แต่เมื่อเด็กมาเรียนแล้วจะได้ผลหรือไม่ก็อยู่ที่ความสามารถของเรา หากสามารถทำให้ผู้ปกครองได้เห็นผลจริงจัง การประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากจากผู้ปกครองด้วยกันนั่นแหละจะได้ผลที่สุด

4501 total views, 6 today

อาชีพติวเตอร์ กำลังเข้าสู่ยุคออนไลน์กันแล้ว

| เรื่องราวน่ารู้ | October 5, 2016

tutor-class

อาชีพติวเตอร์ กำลังเข้าสู่ยุคออนไลน์กันแล้ว

อาชีพติวเตอร์นั้นถือเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว จวบจนถึงยุคปัจจุบันเมื่อถึงช่วงเทศกาลสอบการติวก็เกิดขึ้นมากมาย จนกระทั่งลามมาถึงบริการออนไลน์เข้าไปแล้ว

Timothy Yu ผู้ก่อตั้งบริษัทในฮ่องกงที่ชื่อว่า Snapask (snap-ask) ซึ่งเป็นแอพผ่านมือถือที่ทำให้นักเรียนสามารถถามคำถามผ่านแอพตัวนี้และมันจะไปจับคู่กับติวเตอร์ภายในเสี้ยววินาทีเพื่อที่จะหาคนสอนกันแบบตัวต่อตัวในทันที

แอบตัวนี้เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว และตอนนี้กำลังให้บริการนักเรียนในฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ กว่า 100,000 คน ด้วยจำนวนติวเตอร์ที่มีคุณสมบัติพร้อมกว่า 5,000 คนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำซึ่งจะได้รับคำถามเป็นหมื่นๆคำถามต่อวัน

มิสเตอร์ Yu บอกว่ามันคล้ายๆกับ WhatsApp นั่นแหละ ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถรับส่งข้อความ ภาพถ่าย เสียง ในการสื่อสารถึงกัน อีกทั้งยังทำให้ติวเตอร์สามารถใช้เวลาได้อย่างมีประโยชน์เต็มที่

ทังนี้คุณ Yu กล่าวว่า หากติวเตอร์รับงานแบบตัวต่อตัวจะทำเงินได้ราวๆ $20 ดอลล่าร์ต่อชั่วโมง แต่ปัญหาคือจำนวนชั่วโมงจะถูกจำกัดด้วยหน้าที่การงานและเวลาที่จะเดินทางออกไปติว

แต่การติวออนไลน์แบบนี้ทำให้ติวเตอร์มีเวลาทำเงินได้มากขึ้น สามารถทำงานได้สะดวกในเวลาว่าง และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางอีกต่อไป

และเทคโนโลยีแบบออนไลน์นี้ก็จะเปลี่ยนวิธีการที่พ่อแม่จะหาคนมาติวบุตรหลานของตัวเองอีกด้วย

โดยเมื่อก่อนการติวอาจจะต้องผ่านการบอกต่อ หรือหาเอาตาม google หรือสมัยอดีตก็หาเอาตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ตอนนี้สามารถหาได้ผ่านระบบออนไลน์แล้ว

ระบบติวออนไลน์บางแบบจะทำงานผ่านหน้าเว็บไซท์ เพื่อให้ทั้งผู้ติวและนักเรียนได้เลือกค้นหา การเรียนการสอนอาจทำผ่านระบบพูดคุยออนไลน์เช่น Skype หรือระบบวิดีโอแบบอื่นๆ ซึ่งการติวผ่านระบบออนไลน์นั้นจะมีประโยชน์ในแง่การเข้าถึงติวเตอร์เก่งๆได้มากขึ้น และมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ในอตีดวิธีการติวออนไลน์แบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้เนื่องจากเทคโนโลยียังมาไม่ถึง เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นเลยทำให้การติวสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกคนมีความรู้ในการใช้อุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้มากขึ้นด้วย

ก็คงได้แต่หวังละครับ บ้านเราจะทีแพลตฟอร์มบริการงานติวแบบออนไลน์กับเขาบ้าง ยังไงก็รอติตตามข่าวคราวกันนะครับ

4418 total views, 2 today

ติวยังไงก็ไปไม่ถึงไหน หากพ่อแม่ไม่ยอมรับความจริง

| เรื่องราวน่ารู้ | September 12, 2016

TND tutor

ติวยังไงก็ไปไม่ถึงไหน หากพ่อแม่ไม่ยอมรับความจริง

บทความวันนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงในการติวเด็กๆในระดับประถม สิ่งที่พบคือผู้ปกครองไม่ยอมรับความจริงว่าบุตรหลานของตัวเองมีปัญหา ทำให้พัฒนาการทางด้านการเรียนของเด็กไปไม่ถึงไหน

เนื่องจากการเป็นครูสอนพิเศษ หรือการเป็นติวเตอร์นั้น ก็ต้องมีหน้าที่ดูแล ติดตามพัฒนาการของเด็กนักเรียนไปในตัวเหมือนๆกับที่ครูในโรงเรียนที่ต้องมีการประเมินผล ติดตามความก้าวหน้าของเด็ก แต่สิ่งหนึ่งที่ติวเตอร์มีลักษณะแตกต่างจากครูในโรงเรียนก็คือ ติวเตอร์ นั้นถือเป็นทางเลือกไม่ใช่ภาคบังคับเหมือนครูในโรงเรียน

ดังนั้นผู้ปกครองจึงสามารถเลือกที่จะเรียนกับติวเตอร์คนไหนก็ได้ นานแค่ไหนก็ได้ แต่ติวเตอร์เองก็สามารถที่จะบอกได้เลยว่า เด็กคนนั้นหลังจากเรียนไประยะหนึ่งแล้วก็จะสามารถบอกได้ว่าเด็กมีพัฒนาการทางด้านการเรียนดีขึ้นหรือไม่

ปัญหาของเด็กบางคนก็คือ พัฒนาการในการเรียนรู้ช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป ผู้ปกครองเมื่อลองพาลูกไปเรียนพิเศษที่โน่นที่นี่แล้วไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ก็เปลี่ยนที่เรียนพิเศษ แล้วพยายามหาติวเตอร์คนใหม่ไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ความจริงปัญหาไม่ได้อยู่ที่ติวเตอร์ แต่อยู่ที่ตัวเด็กเอง

จุดสังเกตอย่างหนึ่งของเด็กที่มีพัฒนาการข้ากว่าเด็กคนอื่นๆคือ การเขียนเสร็จช้า เมื่อถามเด็กแล้วบอกว่าเมื่อยมือ นั่นแสดงว่าเด็กมีปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็ก อันเป็นผลต่อเนื่องกับพัฒนาการของเด็กโดยตรง

เด็กบางคนจะมีปัญหาเรื่องสมาธิ หรือสมาธิสั้น ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ก็จะติดตัวเด็กไปจนโต และคงไม่มีติวเตอร์คนไหนสามารถติวให้เด็กพัฒนาการเรียนรู้เท่าเด็กปกติได้

ผู้ปกครองหลายคนจะไม่ยอมรับความจริงในประเด็นนี้ หลายคนเหมือนจะทราบว่าลูกมีปัญหา แต่ไม่ยอมรับความจริง แค่ครูพูดว่เหมือนเด็กจะมีปัญหาสมาธิ ผู้ปกครองก็จะแสดงอาการกราดเกรี้ยวออกมาว่า ลูกตัวเองไม่มีปัญหา ครูสอนพิเศษเองก็คงได้แต่สงสารเด็กเพราะไม่รู้จะช่วยยังไงในเมื่อผู้ปกครองไม่ยอมรับความจริง ถ้าเป็นระบบโรงเรียนก็อาจจะให้ฝ่ายวิชาการเรียกผู้ปกครองไปพบได้ แต่สถาบันสอนพิเศษส่วนใหญ๋ก็คงต้องปล่อยไป

ปัญหานี้ แอดมินเจอเองกับตัว เนื่องจากเปิดติวเด็กตั้งแต่ระดับ ป1 จนถึงมัธยมปลาย โดยพบว่าเด็กคนหนึ่งเขียนได้ช้ามาก เวลา 2 ชั่วโมงเขียนได้แค่ 5 บรรทัด ตอนหมดชั่วโมงเรียนเลยให้เด็กตามผู้ปกครองมาถ่ายภาพจากกระดานดำเพื่อให้เด็กนำไปจดลงสมุดให้เด็ก และแจ้งไปว่าเด็กอาจจะมีปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยไม่ได้กล่าวถึงพัฒนาการเด็กใดๆ เลย

ปรากฏว่า ผู้ปกครองรายนี้ ต่อว่าติวเตอร์อย่างเราเสียๆ หายๆ หาว่า ติวเตอร์ไม่รู้อะไร ลูกของเขาไม่มีปัญหา ให้ติวเตอร์ไปอ่านตำรามาใหม่ บลาๆ บลาๆ ผู้ปกครองรายนี้ออกไป ผ่านไปอีก 1 ชั่วโมงก็มาใหม่ มาด่าอีกรอบ จนสุดท้ายต้องคืนเงินค่าเรียนที่เหลือกลับไป ถึงจะจบเรื่องได้

สุดท้ายเลยตั้งปณิธานไว้เลยว่า ถ้าผู้ปกครองไม่ถาม ทางเราในฐานะติวเตอร์ ก็คงจะไม่แตะต้องเรื่องพัฒนาการของเด็กอีก เพราะเกรงว่าจะไปกระตุ้นต่อมอะไรเข้าไป เดี๋ยวจะเกิดปัญหาขึ้นอีก

สรุปว่า การติวไม่สามารถแก้ได้ทุกปัญหา เราอาจจะต้องไปถึงต้นตอของปัญหา ว่าแต่ ผู้ปกครองจะยอมรับความจริงได้หรือไม่เท่านั้นว่าบุตรหลานตัวเองมีปัญหาด้านไหน

1376 total views, 1 today

ก่อนจะเริ่มให้ลูกติวคณิตศาสตร์ ให้ลูกท่องสูตรคูณให้แม่นก่อน

| เรื่องราวน่ารู้ | June 24, 2016

multiplication-table

ก่อนจะเริ่มให้ลูกติวคณิตศาสตร์ ให้ลูกท่องสูตรคูณให้แม่นก่อน

เรื่องนี้เขียนจากประสบการณ์การติวคณิตศาสตร์ให้เด็กประถมมาระยะหนึ่ง ก่อนหน้านี้สอนวิชาอื่นเป็นหลักแต่ต่อมามีผู้ปกครองมาขอให้ติวคณิตศาสตร์ให้บุตรหลานด้วย เลยได้เปิดขึ้นมาห้องหนึ่งสำหรับคนที่สนใจติวคณิตศาสตร์

การติวจะมุ่งเน้นการทำข้อสอบเป็นหลัก ปรากฏว่าก็พอจะทำกันได้ แต่ทำได้ช้ามาก เมื่อลองทดสอบกระบวนการคิดของเด็กๆดู ถามไปถามมา ย้อนไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็พบว่า สูตรคูณของเด็กยังไม่แม่น เลยทำให้ทำข้อสอบได้ช้า

ปัญหานี้ไม่ใช่เจอที่เด็กเพียงคนเดียว แต่พบว่าเป็นเกือบทั้งห้อง การที่สูตรคูณไม่แม่น ทำให้เด็กไม่สามารถหารเลขได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การคิดคำนวนต่างๆ ช้าลงไปด้วย พบว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องมานั่งให้เด็กท่องสูตรคูณในการเรียนพิเศษซึ่งถือว่าเป็นการเสียเวลาเปล่าๆ

การท่องสูตรคูณควรจะทำในเวลาอื่น ท่องให้แม่นยำ การเรียนพิเศษควรจะเป็นการฝึกวิธีคิด วิธีทำโจทย์ มากกว่าต้องมาเสียเวลาให้เด็กมานั่งท่องสูตรคูณกันทุกวัน

คำว่า ท่องให้แม่นยำ นั้นไม่ใช่แค่ท่องสูตรคูณได้ครบเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสุ่มถามผลการคูณของเลขต่างๆ แล้วตรวจสอบดูว่าเด็กตอบได้รวดเร็วและถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะแม่สูงๆ ที่ตัวคูณมากกว่า 5

เช่น 9×7 = ? 12×8 = ? เป็นต้น

การสุ่มถามแบบนี้ถือเป็นการตรวจสอบความแม่นยำในสูตรคูณของเด็กๆได้เป็นอย่างดี หากเด็กยังมัวแต่นับนิ้ว หรือเริ่มท่องมาจากต้นของสูตรคูณ แสดงว่าเด็กยังไม่แม่นยำพอ การไปหาที่ติวเลขก็แทบจะไร้ประโยชน์เลยก็ว่าได้ เพราะเด็กจะทำไม่ทันคนอื่น มัวแต่นั่งนับนิ้วท่องสูตรคูณอยู่นั้นเอง

ดังนั้นในฐานะผู้ปกครอง ก่อนที่จะส่งลูกไปเรียนติวเลขแล้วละก็ ควรจะให้ลูกได้ฝึกท่องสูตรคูณที่บ้านอยู่บ่อยๆ เช่นก่อนทานอาหารเย็น ก่อนดูทีวี หรือก่อนนอนเป็นต้น แล้วลองทดสอบสูตรคูณเด็กแบบสุ่มออกมา เพื่อดูความสามารถเด็กว่าถึงไหนแล้ว

หลังจากทดสอบแล้วว่าเด็กสามารถตอบคำถามแบบสุ่มได้อย่างรวดเร็ว แล้วจึงค่อยหาที่เรียนพิเศษให้ลูก จะเห็นผลกว่ากันเยอะเลยทีเดียว

2267 total views, 2 today

มาแล้วปฏิทิน แอดมิชชั่นปี 2560 ตาราง admission ออกแล้ว

| เรื่องราวน่ารู้ | June 20, 2016

ทปอ-meeting

มาแล้วปฏิทิน แอดมิชชั่นปี 2560 ตาราง admission ออกแล้ว

บรรดาน้องๆ ม.6 ที่กำลังเตรียมตัวสอบคัดเลือกต่างๆเพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ก็เตรียมตัวจดวันเวลากันไว้ได้เลยนะครับ เพราะตารางแอดมิชชั่นออกมาแล้ว

โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ได้มีการแถลงข่าวปฏิทินการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยประจำปี 2560 ทั้งการสอบ GAT PAT 9 วิชาสามัญ รวมถึงการสอบเข้าคณะแพทยศาตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และ O-Net ออกมาแล้ว

การสอบ GAT PAT 2560

– รับสมัคร รอบ 1/2560 10 – 29 สิงหาคม 2559
– สอบ รอบ 1/2560 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2559
– ประกาศผล รอบ 1/2560 15 ธันวาคม 2559

– รับสมัคร รอบ 2/2560 7 – 26 ธันวาคมคม 2559
– สอบ รอบ 2/2560 11 – 1 มีนาคม 2560
– ประกาศผล รอบ 2/2560 20 เมษายน 2560

การสอบ 9 วิชาสามัญ

– รับสมัคร 5 – 24 ตุลาคม 2559
– สอบ 24 – 25 ธันวาคม 2559
– ประกาศผล 25 มกราคม 2560

การสอบ O-NET

– รับสมัคร โรงเรียนสมัครให้
– สอบ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2560
– ประกาศผล 20 มีนาคม 2560

จะว่าไปแล้ว กำหนดการก็แทบจะไม่แตกต่างกับปีที่แล้วมากนัก อย่างไรก็ตามก็ต้องขอให้น้องๆทุกท่านได้จดบันทึกวันเวลาให้ดี เพื่อจะได้ตัดสินใจในแต่ละสนามสอบได้อย่างถูกต้องและไม่ทำให้โอกาสของตัวเองเสียไปนะครับ

1092 total views, 0 today

20 คำถามก่อนจ้างติวเตอร์มาติวบุตรหลานของท่าน

| เรื่องราวน่ารู้ | April 3, 2016

students-2

20 คำถามก่อนจ้างติวเตอร์มาติวบุตรหลานของท่าน

การหาติวเตอร์ที่เหมาะสมนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเพราะมีหลายตัวแปรมาเกี่ยวข้อง การได้เรียนรู้ภูมิหลังของคนที่จะมาเป็นติวเตอร์จึงเป็นเรื่องที่จะช่วยคุณในการเฟ้นหาติวเตอร์ได้เป็นอย่างดี บางครั้งการตั้งคำถามออกไปหลายๆคำถามจะทำให้คุณรู้จักติวเตอร์คนนั้นๆว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

แต่บางทีก็ไม่รู้จะถามอะไรดี ต่อไปนี้จึงเป็นคำถามที่คุณควรจะลองถามคนที่จะมาเป็นติวเตอร์ดูว่าเขาตอบอย่างไร ตอบได้คล่องแคล่วหรือไม่ หรือว่าเขาไม่มีคำตอบให้คุณ อันจะได้เป็นการตัดสินใจได้เลยว่าติวเตอร์คนนั้นเหมาะที่จะมาเป็นติวเตอร์หรือไม่

คำถามสำหรับไว้ถามติวเตอร์

1. คุณรับงานติวมานานหรือยัง

2. คุณมีคุณวุฒิอะไรบ้าง มีประกาศษณียบัตรอะไรบ้าง เช่นใบประกาศเรียนดี ใบสอบผ่าน สสวท. หรืออะไรอื่นๆ

3. คุณมีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษในเนื้อหาที่จะสอนให้กับเด็ก เช่นถ้าสอนวิทยาศาสตร์ ก็ควรจะบอกได้ว่าเชี่ยวชาญด้านไหนเป็นพิเศษอย่าง ฟิสิกส์ อาจจะถามต่ออย่าง ฟิสิกส์คำนวน เป็นต้น

4. คุณเคยสอนเด็กๆหรือผู้ใหญ่มาก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนวิชาเดียวกับลูกของฉัน

5. คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกฉันต้องการเรียนรู้สิ่งใดเป็นพิเศษ

6. คุณพบว่ามีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ที่คิดว่าจะช่วยให้การติวเด็กประสบความสำเร็จได้ดี

7. ช่วยบอกหลักการสอนของคุณให้ทราบหน่อยว่ามีหลักการอย่างไร

8. ฉันจะคาดหวังผลลัพธ์ได้อย่างไร แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากเด็กเรียนแล้วไปไม่ถึงไหน

9. หลังจากคุณได้รู้จักลูกฉันดีพอแล้ว อะไรที่คุณคิดว่าจะไปรบกวนการติวอย่างมีประสิทธิภาพของคุณได้

10. คุณจะช่วยลูกของฉันในการเผชิญกับปัญหาเรื่องสมาธิในการเรียนได้อย่างไร

11. ฉันจะทำอะไรได้บ้างเพื่อจะช่วยให้การติวก้าวไปข้างหน้า

12. คุณจะสื่อสารกับฉันอย่างไร และบ่อยแค่ไหน ในประเด็นของการติว

13. คุณจะมีการติดต่อสื่อสารกับครูของลูกฉันหรือไม่

14. คุณมีการประเมินความก้าวหน้าหรือไม่

15. คุณว่างเวลาไหนบ้าง

16. สถานที่ติวจะเป็นที่ไหน

17. แต่ละครั้งของการติวใช้เวลานานเท่าไหร่

18. คุณคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร

19. มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกหรือไม่

20. กรณีมีการยกเลิกหรือการเรียนชดเชยคุณมีวิธีการอย่างไร

คำถามเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณตัดสินใจในติวเตอร์คนนั้นๆ ได้เร็วขึ้น หากติวเตอร์ผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์สอนมานาน เขาจะสามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นติวเตอร์หน้าใหม่แต่อ้างว่าเคยติวมานานแล้ว คำถามเหล่านี้อาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าที่เขากล่าวอ้างมานั้นจริงหรือไม่จริง หวังว่าคงจะช่วยให้ท่านเลือกติวเตอร์ได้อย่างเหมาะสมและได้ผลงานที่น่าพอใจนะครับ

1313 total views, 0 today

ประเภทของการติว และมันจะช่วยเด็กได้อย่างไร

| เรื่องราวน่ารู้ | April 3, 2016

smaill-children-in-class

ประเภทของการติว และมันจะช่วยเด็กได้อย่างไร

คุณกำลังหาที่เรียนพิเศษหรือกำลังมองหาคนมาติวให้ลูกหลานอยู่หรือเปล่า จะว่าไปแล้วรูปแบบการติวนั้นมีหลากหลายวิธีมาก บางรูปแบบคุณอาจจะแทบไม่เคยได้ยินมาก่อน เรามาลองดูกันนะครับว่าการติวแต่ละรูปแบบมีลักษณะอย่างไรบ้าง และแบบไหนจะเหมาะกับลูกของคุณ

1. ติวซ่อม (Remediation) หากลูกคุณกำลังพยายามทำเกรดในบางวิชาที่ยังได้คะแนนไม่สูง หรือเรียนไม่รู้เรื่องในบางวิชาที่ต้องใช้ทักษะและการฝึกฝน อย่างเช่น การอ่าน การเขียน หรือแม้แต่คณิตศาสตร์ แสดงว่าลูกคุณต้องการ การติวประเภทนี้

ลักษณะการติวแบบนี้จะเป็นการสอนให้รู้ และการฝึกฝนในทักษะบางประการในการช่วยให้เด็กเรียนได้ทันคนอื่นหรือทำคะแนนให้สูงในระดับที่เป็นปกติ การเรียนรู้จะเป็นการเน้นเฉพาะสิ่งที่เด็กบอกว่ายากหรือสิ่งที่เขายังไม่ชำนาญ ตัวอย่างเช่นเด็ก ป.6 ควรจะสามารถหารเลขทศนิยมได้อย่างคล่องแคล่วเป็นต้น

การติวในลักษณะนี้อาจจะทำผ่าน ติวเตอร์ส่วนตัว หรือสถาบันติวต่างๆ หรือแม้แต่การเรีบนผ่านระบบออนไลน์สำหรับเด็กที่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว

2. ติวเพื่อคงความรู้ (Maintenance) เป็นลักษณะการติวที่เป็นการฝึกฝนทักษะต่างๆเพื่อให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนอยู่เสมอ อาจจะมีการบริหารจัดการเวลาเพื่อเรียนรู้ทักษะในด้านต่างๆเพิ่มเติม หรือเพื่อแบ่งเบาภาระงานด้านการเรียน

หากลูกคุณได้ผลการเรียนในระดับที่น่าพอใจ แต่ต้องการให้เขารักษาระดับการเรียนรู้เอาไว้ หรืออาจจะเป็นเพราะลูกต้องไปทำกิจกรรมอย่างอื่นมากจนไม่มีเวลาเรียนเหมือนเดิม ก็อาจจะเข้าข่ายการเรียนในลัษณะนี้

การติวในลักษณะนี้มักจะเป็นการเรียนแบบตัวต่อตัว หรือสถาบันการติวทั่วไป

3. ติวเสริม (Support) หากบุตรหลานของท่านกำลังพยายามอย่างหนักกับทักษะบางอย่าง เช่นด้านคณิตศาสตร์ รวมไปถึงการที่ต้องทำเกรดให้ได้ในระดับที่ต้องการ การติวแบบนี้อาจจะเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นการรวมทั้งสองกรณีของการติวด้านบนเข้าด้วยกัน เราจะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองมักจะติวลูกในกลุ่มนี้คือ ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้เพิ่มเติมในประเด็นใหม่ๆ พร้อมๆกับติวในส่วนที่ขาดไป

การติวลักณะนี้อาจจะต้องทำผ่านสถาบันติวเตอร์ต่างๆ หรือการหาครูมาติวตัวต่อตัว หรือแม้แต่การเรียนติวผ่านระบบออนไลน์หรือเรียนกับแผ่นนั่นเอง

4. ติวสอบ (Test Preparation) การติวในลักษณะนี้จะจำเป็นก็ต่อเมื่อลูกกำลังเครียดกับการเตรียมตัวสอบ และที่ผ่านมาอาจจะทำข้อสอบได้ไม่ดี ทำให้กังวลถึงแนวข้อสอบว่าจะเป็นอย่างไร การติวลักษณะนี้จึงมีการสอนทักษะหรือเทคนิคในการทำข้อสอบ การตัดตัวเลือก การสแกนข้อสอบและเลือกทำข้อสอบเป็นต้น การสอบบางอย่างต้องมีการติวเป็นพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อให้รู้แนวทางว่าข้อสอบเป็นอย่างไร จะได้เตรียมตัวได้ถูกเช่น สอบ TOEFL GRE SAT CUTEP เป็นต้น

การติวแบบนี้จะมีการจำลองห้องสอบ การให้ทำแบบทดสอบ เพื่อประเมินสิ่งที่ยังขาดจะได้ติวเพิ่มในประเด็นนั้นๆ จึงต้องมีการติวผ่านสถาบันติว หรือติวเตอร์ส่วนตัวในบางกลุ่ม หรืออาจจะทำข้อสอบผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วย

5. ติวเสริมความรู้ (Enrichment) หากบุตรหลานของท่านไม่มีปัญหาในด้านการเรียน แต่มีความสนใจด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษที่อาจจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กในการที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม การติวในลักษณะนี้จึงเหมาะสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เตรียมสอบแข่งขันในระดับชาติหรือนานาชาติเป็นต้น

ลักษณะการติวจะเป็นการสร้างกิจกรรมเสริมให้เด็กๆได้เรียนรู้เพิ่มเติมไปกว่าทักษะที่มีอยู่เดิม อาจจะมีการเสริมความรู้ ทักษะการเรียนรู้ การทดลองพิเศษต่างๆ ในหัวข้อที่เขาสนใจ

ผู้ที่ให้บริการติวในลักษณะนี้อาจจะเป็นได้ทั้งสถาบันการติว การติวส่วนตัว และระบบการติวออนไลน์

ไม่ว่าท่านจะเลือการติวแบบใดก็ตาม การเริ่มต้นเลือกหารูปแบบการติวที่เหมาะสมกับบุตรหลานของท่านนั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เมื่อเริ่มมีการติวไปเรื่อยๆ ท่านก็อย่าลืมมองถึงจุดดีจุดด้อยในประเด็นการติวในลักษณะต่างๆ และอย่าลืมจดคำถามไว้ เพื่อไว้ถามคนที่จะมาเป็นติวเตอร์ให้ลูกของท่าน

บทความโดย Amanda Morin จาก understood.org

959 total views, 1 today

ทำไมเด็กไทยต้องเรียนพิเศษ

| เรื่องราวน่ารู้ | August 18, 2015

tutor

ทำไมเด็กไทยต้องเรียนพิเศษ

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ว่าทำไมเด็กไทยต้องเรียนพิเศษ เราคงต้องมาดูโมเดลการศึกษาของประเทศอังกฤษกันก่อนนะครับ ว่าระบบการวัดผล ประเมินศักยภาพเด็กนั้นเขาทำกันอย่างไร

โรงเรียนในระดับชั้นนำของประเทศอังกฤษนั้น เมื่อนักเรียนขึ้นชั้นประมาณ ม.1 ของไทย จะมีการทำการสอบ Career Testing หรือวัดศักยภาพในการประกอบอาชีพ เพื่อดูความถนัด วิธีการคิดและการตัดสินใจของเด็กซึ่งจะนำไปสู่การประเมินถึงสายอาชีพของเด็กได้ว่าเด็กถนัดทางด้านไหน ซึ่งจะช่วยในการเลือกวิชาหลักที่เรียน (IGCSE) ในช่วงประมาณ ม.3 – 4

โดยแบบทดสอบนั้นจะมีการดำเนินการทุกวันเป็นระยะเวลาที่ติดต่อกันจำนวน 30 วัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอและมีความแม่นยำมากขึ้น โดยนักจิตวิทยาเด็กจะทำการเก็บข้อมูลการทดสอบของเด็กในโรงเรียนด้วยตัวเอง โดยวิธีการทดสอบจะเป็นทั้งแบบสอบถามและแบบทดสอบอื่นๆ เช่น การเขียน การวาดภาพ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการวิเคราะห์การเขียนได้อีกด้วย

การที่ต้องมีการทดสอบด้วยวิธีที่หลากหลายนั้นเนื่องจากหากมีแค่แบบสอบถามเพียงอย่างเดียว เด็กอาจจะเกิดการเบื่อหน่ายในการตอบคำถามจำนวนมาก อาจจะไม่อยากทำแบบทดสอบให้จบ บางการทดสอบจึงอาจจะออกมาในรูปของกิจกรรมสนุกๆ ที่ให้เด็กทำหลังเลิกเรียน โดยการทดสอบจะแทรกอยู่ในตารางเรียนของเด็กจนครบ 30 วัน

เมื่อได้ข้อมูลมาเพียงพอแล้ว นักจิตวิทยาจำนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก โดยทางทีมงานจะวิเคราะห์ข้อมูลออกมาเป็นรายบุคคลเพื่อสร้างโมเดลทางความคิดของเด็กแต่ละรายขึ้นมา การวิเคราะห์นี้อาจจะใช้เวลานาน 2 ถึง 3 เดือน ผลการวิเคราะห์ก็จะกลับมาสู่โรงเรียน ทางโรงเรียนจะได้นำผลที่ได้มาร่วมประชุมกับครูผู้สอนเพื่อวางแผนในการสอนเด็กแต่ละคน

แน่นอนว่าการจะดำเนินการในลักษณะนี้ได้บุคคลากรครูจะต้องมีความพร้อมและเพียงพอที่ดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง ครูเองก็จะทราบถึงวิธีการเรียนรู้ของเด็กแต่ละรายและปรับการสอนให้เข้ากับวิธีการเรียนรู้ของเด็กให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

จากนั้นก็จะมีการจัดประชุมผู้ปกครองเพื่อส่งผลทดสอบให้กับผู้ปกครอง พร้อมทั้งแนะนำรูปแบบการสอนแก่พ่อแม่ของเด็ก เหตุที่ต้องแนะนำรูปแบบการสอนให้กับผู้ปกครองของเด็กนั้นเนื่องจากว่า ระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษน้นจะเป็นการแบ่งสัดส่วนการเรียนที่โรงเรียน 60 เปอร์เซ็นต์ และเรียนกับครอบครัว 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระบบการศึกษาแบบครอบครัว พ่อแม่ก็จะเข้าใจสภาพ พฤติกรรมการเรียนรู้ของลูกจากผลการทดสอบ และยังเป็นการเสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนเหล่านี้บ่งบอกว่าครอบครัวมีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กมาก ผู้ปกครองคนไทยเองหลายคนยังเข้าใจผิดว่าการที่ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์แล้วโรงเรียนจะดูแลเด็กได้ทั้งหมด ประเทศอังกฤษได้มีการศึกษาวิจัยค้นคว้ากระบวนการเรียนการสอนมาเป็นเวลานาน ทำให้ระบบการเรียนจึงเป็นแนวทางตามโมเดลนี้

ปัญหาคือไทยเองก็พยายามเลียนแบบระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษมา แต่ยังไม่ลึกซึ้งถึงพื้นฐานที่แท้จริง ของเรามีระบบการสอบ GAT PAT แต่ของอังกฤษมีการแบ่งระดับตั้งแต่ O-level, GCE, GCSE,IGCSE และ A-Level ออกมา แต่ยังลืมถึงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการเรียนรู้ของเด็กที่ในประเทศอังกฤษที่มีสัดส่วนถึง 40%

ทำให้เด็กไทยขาดการเรียนรู้ในสัดส่วน 40% นี้ลงไป อาจจะด้วยสภาพสังคมของไทยที่พ่อแม่ไม่มีเวลา หรือพ่อแม่ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ทำให้เกิดมีสถาบันกวดวิชาต่างๆ มีติวเตอร์ต่างๆมากมายในหลากหลายสาขาวิชาที่เข้ามาทำหน้าที่ในรูปแบบครอบครัวนั่นเอง

ดังนั้นการที่ผู้แม่ผู้ปกครองต้องการให้ลูกเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน หรือหาติวเตอร์มาติวที่บ้าน ก็เพื่อจะชดเชยการเรียนรู้จากครอบครัวหลังเลิกเรียนในสัดส่วน 40% นั่นเอง เนื่องจากระบบการเรียนพิเศษนั้นย่อมมีความแตกต่างจากการเรียนในระบบห้องเรียนที่ ทุกคนต้องทำการบ้าน ทำแบบทดสอบ เรียนตามหัวข้อที่กำหนดในแต่ละวัน แต่การเรียนพิเศษให้ความรู้สึกบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากกว่า ยิ่งการติวตัวต่อตัวนั้นสามารถเรียนเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าเด็กจะเข้าใจ ซึ่งในระบบห้องเรียนทำไม่ได้นั่นเอง

1517 total views, 1 today

หาติวเตอร์ผ่านนายหน้า ดีหรือไม่

| เรื่องราวน่ารู้ | August 9, 2015

หาติวเตอร์ผ่านนายหน้า ดีหรือไม่

ปัจจุบันมีนายหน้าหาติวเตอร์มากมายตามเว็บไซท์ต่างๆ เนื่องจากคนติวเองอาจจะไม่มีเวลาพอในการที่จะประชาสัมพันธ์ตัวเองตามสื่อต่างๆ ส่วนผู้ปกครองก็ไม่มีเวลามาคัดกรองติวเตอร์ที่มีคุณภาพเอง ทำให้มีคนกลางขึ้นมา โดยคนกลางหรือนายหน้าจะคิดเงินล่วงหน้าจากติวเตอร์เป็นค่าแนะนำในระดับ 500 – 1000 บาท แล้วถึงจะป้อนงานให้

สำหรับผู้ปกครองแล้ว การติตต่อผ่านนายหน้าในการหาติวเตอร์ อาจจะเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็ว บอกความต้องการได้ และหาติวเตอร์ที่เหมาะสมให้กับบุตรหลานของตัวเองได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ในฝั่งติวเตอร์เองก็สะดวกที่จะมีแหล่งป้อนงานให้อย่างสม่ำเสมอ หรือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะหางานติวโดยไม่ต้องไปติดป้ายประกาศหรือประชาสัมพันธ์ตัวเองให้มากนัก แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในระดับหนึ่ง ที่มองแล้วน่าจะคุ้มค่าเนื่องจากหากมีการติดต่อรับติวแล้วก็น่าจะมีงานติวอย่างต่อเนื่อง ติวแค่สองสามครั้งก็ได้ค่าแนะนำที่จ่ายไปคืนมาแล้ว

แต่ปัญหาคือนายหน้าบางรายอาจจะมุ่งแสวงทำกำไรอย่างเดียว ไม่ได้คัดกรองคุณภาพของติวเตอร์มากนัก จากที่พบเห็นหากมีการสมัครเข้าไปรับงานติว ฝั่งนายหน้าจะตรวจสอบว่าพร้อมโอนเงินให้กับนายหน้าเมื่อไหร่ ใครโอนก่อนได้งานก่อน แล้วถึงจะค่อยมาสอบถามข้อมูลส่วนตัวของติวเตอร์ทีหลัง บางครั้งพบว่าอีกนานกว่าจะเริ่มงานติว หรือบางครั้งเป็นงานติวสั้นๆ รายละเอียดจะตามมาหลังจากจ่ายเงินไปแล้ว ทำให้บางครั้งก็จะเกิดคำถามว่าจะรีบเก็บเงินไปทำไม

ผู้ปกครองบางรายก็แอบตกใจเล็กน้อยพอทราบว่าติวเตอร์ที่จ้างมานั้นต้องจ่ายค่านายหน้าไปเป็นเงินหลักพันบาท แถมหากจะมีการให้ติววิชาอื่นๆเพิ่ม ก็จะโดนนายหน้ากำกับให้ติวเตอร์มีการจ่ายค่าแนะนำเพิ่ม ทั้งๆที่ถึงจุดนี้แล้วคนแนะนำไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

บางครั้งคนติวไม่สะดวกที่จะไปติวตามกำหนด จะขอเงินคืนก็จะมีความยากลำบาก ใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้เงินคืน โทรไปทวงแล้วทวงอีกกว่าจะได้ก็แทบจะตัดใจทิ้งเงินค่าแนะนำไปเลย

ดังนั้นสำหรับติวเตอร์ที่หางานผ่านนายหน้าจึงควรจะมีความระมัดระวังในการเลือกใช้บริการนายหน้า อาจจะลองค้นหาคำบ่น หรือรีวิวของนายหน้ารายนั้นๆผ่านทาง google ก่อนจะติดต่อสมัครรับงาน ผู้ปกครองก็เช่นกัน หากพบเจอว่านายหน้าส่งติวเตอร์ที่ไม่ตรงตามที่ได้บรรยายสรรพคุณไว้ ก็คงต้องออกมาช่วยกันบ่นให้ผู้ปกครองคนอื่นๆได้รับทราบกัน

2306 total views, 2 today

สมควรหาติวเตอร์มาสอนพิเศษลูกหรือไม่

| เรื่องราวน่ารู้ | August 9, 2015

engtutor

สมควรหา ติวเตอร์ มาสอนพิเศษลูกหรือไม่

คำถามของผู้ปกครองหลายๆคนก็คือ “ควรหาติวเตอร์มาสอนพิเศษลูกตัวต่อตัวดีหรือไม่” ซึ่งเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ๋น่าจะมีคำตอบอยู่แล้ว นั่นเพราะต่างก็มองว่าการติวตัวต่อตัวน่าจะได้ผลกว่าการเรียนรวมในห้อง เพราะจะสามารถสอนเด็กได้ตรงตามความต้องการของเด็กคนนั้นๆ แทนที่จะเป็นการสอนทั้งห้องที่แต่ละคนอาจจะมีความสามารถไม่เท่ากัน

ความจริงแล้วการศึกษาของเด็กนั้นทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองควรจะร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ระบบโรงเรียนนั้นสร้างหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานขึ้นมา และครูก็จะสอนไปตามโครงสร้างหลักสูตรนั้นๆ แต่ปัญหาคือเด็กแต่ละคนจะมีความสามารถไม่เท่ากัน

เด็กบางคนสามารถเข้าใจได้ตั้งแต่ในห้องเรียน เด็กบางคนต้องกลับมาทบทวนก่อนถึงจะพอเข้าใจ แต่เด็กบางคนเหมือนไปนั่งเฉยๆ แทบจะไม่เข้าใจอะไรเลย เด็กกลุ่มหลังๆนี่แหละที่ผู้ปกครองจะต้องเข้าช่วยในการทำความเข้าใจเนื้อหา การทบทวนบทเรียน การทำการบ้านเป็นต้น

แต่ปัญหาคือผู้ปกครองมักจะไม่ค่อยมีเวลา หรือกลับถึงบ้านดึกดื่น เหนื่อยไปกับภาระงานจนไม่มีเวลาสอบลูก หรือมีเวลาสอนแต่ปรากฏว่าลูกไม่ค่อยปฏิบัติตามมีอาการงอแง จะดุลูกก็ไม่เต็มที่ หรือบางคนก็คุมอารมณ์ไม่อยู่ตบตีลูกระหว่างสอนการบ้านก็มี

ดังนั้นการหา ติวเตอร์ มาสอนให้ลูกที่บ้านจึงน่าจะเป็นทางออกอันนึง ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และยังทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้ เนื่องจากการที่เด็กเรียนกับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่นั้นจะมีอาการงอแงน้อยลง

ดังนั้นหากเรามีกำลังพอที่จะจ่าย เราจึงควรหา ติวเตอร์ มาติวลูก เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจในบทเรียนต่างๆ ซึ่งมาทำหน้าที่แทนเรา แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็ ชั่วโมงละ 200 – 300 บาท สำหรับเด็กเล็ก ซึ่งเราก็สามารถหา ติวเตอร์ ได้จากเว็บทั่วไป หรือเว็บ haTutor.com เว็บนี้นั่นเอง

1152 total views, 0 today

เกี่ยวกับเรา

| เรื่องราวน่ารู้ | August 1, 2015

About Us

ปัจจุบันการหาติวเตอร์ หรือคนรับสอนพิเศษตามบ้าน สามารถกระทำได้ง่ายขึ้นผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่ปัญหาคือ ติวเตอร์หน้าใหม่ไม่รู้จะไปลงประกาศโฆษณาประชาสัมพันธ์บริการติวเตอร์ได้ที่ไหน หากไปฝากชื่อผ่านเว็บสถาบันก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายสูง บางทีไปสอนแค่ครั้งสองครั้งยังไม่คุ้มค่าแนะนำลูกค้าก็บอกเลิกการติวซะแล้ว จะเริ่มหาลูกค้ารายใหม่ ก็ต้องจ่ายค่าแนะนำใหม่อีก

ครั้นจะไปเปิดเว็บเองเพื่อประกาศบริการติว ก็อาจจะรู้สึกยุ่งยาก ไม่รู้จะทำอย่างไร สถานที่ๆให้บริการลงประกาศรับติวตอนนี้ก็เห็นจะมีเว็บ dek-d.com เป็นต้น เว็บนี้เลยเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางในการลงประกาศหาติวเตอร์ และบริการติวเตอร์ฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย

หากท่านต้องการติดต่อ admin เพื่อต้องลบประกาศที่ท่านเลิกให้บริการไปแล้ว กรุณาติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 098-309-3000 นะครับ กรุณาระบุด้วยว่าท่านโทรมาเกี่ยวกับเว็บไหนนะครับ เพราะแอดมินมีเว็บประกาศอยู่หลายเว็บด้วยกัน

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมกันนะครับ
แอดมิน
สิงหาคม 2558

3362 total views, 3 today

  • engtutor

    อยากเป็นติวเตอร์ เริ่มต้นอย่างไรดี หานักเรียนจากที่ไหน

    by on December 5, 2016 - 0 Comments

    อยากเป็นติวเตอร์ เริ่มต้นอย่างไรดี หานักเรียนจากที่ไหน อาชีพติวเตอร์อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น เนื่องจากมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ การเรียนให้เข...

  • tutor-class

    อาชีพติวเตอร์ กำลังเข้าสู่ยุคออนไลน์กันแล้ว

    by on October 5, 2016 - 1 Comments

    อาชีพติวเตอร์ กำลังเข้าสู่ยุคออนไลน์กันแล้ว อาชีพติวเตอร์นั้นถือเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว จวบจนถึงยุคปัจจุบันเมื่อถึงช่วงเทศกาลสอบ...

  • เกี่ยวกับเรา

    by on August 1, 2015 - 1 Comments

    About Us ปัจจุบันการหาติวเตอร์ หรือคนรับสอนพิเศษตามบ้าน สามารถกระทำได้ง่ายขึ้นผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่ปัญหาคือ ติวเตอร์หน้าใหม่ไม่รู้จะไปลงประกาศโฆษณาประชาสัมพั...

  • image

    ติวเตอร์กับการตลาดจอมปลอม

    by on December 31, 2017 - 0 Comments

    ติวเตอร์กับการตลาดจอมปลอม วันก่อนสิ้นปี 2017 นี้แอดมินมีเรื่องเล่า เพื่อสะท้อนให้ผู้ปกครองหลายท่านได้ตระหนักในการหาสถานที่ติวให้ลูกหลาน โดยเฉพาะเด็กเล็กๆระดับป...

  • หาติวเตอร์ผ่านนายหน้า ดีหรือไม่

    by on August 9, 2015 - 0 Comments

    หาติวเตอร์ผ่านนายหน้า ดีหรือไม่ ปัจจุบันมีนายหน้าหาติวเตอร์มากมายตามเว็บไซท์ต่างๆ เนื่องจากคนติวเองอาจจะไม่มีเวลาพอในการที่จะประชาสัมพันธ์ตัวเองตามสื่อต่างๆ ส่...

บทความล่าสุด

  • image

    ติวเตอร์กับการตลาดจอมปลอม

    by on December 31, 2017 - 0 Comments

    ติวเตอร์กับการตลาดจอมปลอม วันก่อนสิ้นปี 2017 นี้แอดมินมีเรื่องเล่า เพื่อสะท้อนให้ผู้ปกครองหลายท่านได้ตระหนักในการหาสถานที่ติวให้ลูกหลาน โดยเฉพาะเด็กเล็กๆระดับป...

  • students-2

    เมื่อต้องติวกันทุกสนาม สอบเก่งได้เหรียญท...

    by on January 20, 2017 - 0 Comments

    เมื่อต้องติวกันทุกสนาม สอบเก่งได้เหรียญทอง แต่เป็นความเก่งที่ไม่ยั่งยืน เป็นเรื่องปกติของพ่อแม่ผู้ปกครองในการที่จะพยายามให้ลูกลงสอบแข่งในสนามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น...

  • engtutor

    อยากเป็นติวเตอร์ เริ่มต้นอย่างไรดี หานัก...

    by on December 5, 2016 - 0 Comments

    อยากเป็นติวเตอร์ เริ่มต้นอย่างไรดี หานักเรียนจากที่ไหน อาชีพติวเตอร์อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น เนื่องจากมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ การเรียนให้เข...

  • MedicineHealthcare-full

    ติว BioMedical Admissions Test อย่างไรให...

    by on October 31, 2016 - 0 Comments

    ติว BioMedical Admissions Test อย่างไรให้ได้ผล วันก่อนแอดมินได้มีโอกาสติวให้นักเรียนคนหนึ่งซึ่งกำลังต้องการศึกษาต่อในคณะแพทย์ศาสตร์ ซึ่งในกระบวนการต่างของการรั...

  • tutor-class

    อาชีพติวเตอร์ กำลังเข้าสู่ยุคออนไลน์กันแ...

    by on October 5, 2016 - 1 Comment

    อาชีพติวเตอร์ กำลังเข้าสู่ยุคออนไลน์กันแล้ว อาชีพติวเตอร์นั้นถือเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว จวบจนถึงยุคปัจจุบันเมื่อถึงช่วงเทศกาลสอบ...