haTutor.com แหล่งรวมประกาศหาติวเตอร์ ติวเลข ติววิทย์ ติวอังกฤษ ติววิชาต่างๆ ลงประกาศฟรี

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม [ ลงทะเบียน | เข้าสู่ระบบRSS Feed

About admin

  • Member Since: August 9, 2015

Description

Ads / Latest items listed

Sorry, no listings were found.

Posts / Recent blog posts

ติวเตอร์กับการตลาดจอมปลอม

| เรื่องราวน่ารู้ | December 31, 2017

image

ติวเตอร์กับการตลาดจอมปลอม

วันก่อนสิ้นปี 2017 นี้แอดมินมีเรื่องเล่า เพื่อสะท้อนให้ผู้ปกครองหลายท่านได้ตระหนักในการหาสถานที่ติวให้ลูกหลาน โดยเฉพาะเด็กเล็กๆระดับประถมที่ต้องอาศัยการสอนสด และการปลูกฝังความคิดให้เด็กๆ

เรื่องที่จะเล่าให้ฟังก็คือในแวดวงการติวในระดับท้องถิ่นในสถานที่ๆแอดมินกำลังเปิดติวอยู่นั้น มีเรื่องราวดรามาเกิดขึ้นที่ยากจะลืมเลือนได้สำหรับผู้ปกครองของเด็กหลายๆคน

นั่นเพราะมีติวเตอร์รายหนึ่งเปิดติววิชา A อยู่เป็นล่ำเป็นสัน และมาเปิดวิชา B ควบคู่ไปด้วย นัยว่าเด็กต้องเรียนทุกวันอยู่แล้วและตัวเองเชี่ยวชาญทั้ง 2 วิชา ส่วนจะบอกว่าวิชาไหนเรียนวันไหนนั้นบอกไม่ได้ นั่นคือคนที่ต้องการเรียนเฉพาะวิชา A อย่างเดียวก็ต้องจำใจเรียนวิชา B ไปด้วย

สิ่งที่ผู้สอนรายนี้คุยโม้โอ้อวดก็คือ เมื่อปีที่แล้วตัวเองเปิดวิชา B ด้วยนั้น เด็กทำคะแนนได้ดีสอบติดสนามดังๆได้มากมาย ส่วนที่อื่นนั้นเด็กสอบไม่ติดเลย เรียนกับเขาหนะดีแล้ว รับรองสอบติดสนามดังๆแน่นอน

ในความเป็นจริงแล้วแอดมินเองติวเด็กที่เขากล่าวอ้างในวิชา B มาตั้งแต่ ป2 แล้วพอถึง ป6 ก็แจ้งผู้ปกครองว่าน้องเขาอยู่ตัวแล้วสำหรับวิชา B แนะนำไปหาที่ติววิชา A อย่างเดียวก็พอแล้ว แต่เนื่องจากที่นั่นเขาสอนทั้งวิชา A และ B สลับกัน เลยกลายเป็นผลงานของเขาให้อวดอ้างโดยปริยาย

ผลก็คือผู้ปกครองที่ไม่ได้ติดตามหรือสอบถามจากผู้ปกครองรายอื่นว่าเรียนวิชาอะไรที่ไหนมาแล้วบ้างก็พลอยคล้อยตามไปด้วย เด็กๆก็เฮโลกันไปเรียนพิเศษทั้ง A และ B ที่นั้่นเนื่องจากสถาบันเก่าที่เคยสอนวิชา B ได้ย้ายฐานไปที่อื่นๆ

ผลงานล่าสุดของปีนี้ก็คือ เด็กกลุ่มหนึ่งซึ่งสมัย ป5 เคยสอบผ่านสนาม สสวท ด้วยคะแนนสูงส่งกลับต้องร่วงกันระนาว ทำให้เด็กห้องคิงส์ของโรงเรียนในท้องถิ่นที่เคยผ่าน สสวท รอบ 1 กลับร่วงกันไปหลายรายอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากแอดมินได้ดูข้อสอบ สสวท วิชา A และ B แล้ว พบว่าข้อสอบเป็นแนวคิดวิเคราะห์ที่แอดมินเองสอนแนวนี้ตลอดให้เด็กได้เผชิญกับข้อสอบทุกรูปแบบหากคิดเป็น เลยหายสงสัยเลยว่าทำไมเด็กๆของแอดมินที่เป็นเด็กห้องหลังๆ โนเนม กลับสอบผ่าน สสวท ด้วยคะแนนสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

นั่นเพราะกระบวนการสอนที่แอดมินใช้คือการสอนที่มาที่ไป สอนให้คิดวิเคราะห์ ให้ตีโจทย์ให้แตกว่าโจทย์ต้องการอะไร กระบวนการคิดเป็นอย่างไร ไม่ใช่จำมาสอบอย่างเดียว

ไม่น่าเชื่อว่าการติวแบบผิดวิธีในช่วงระยะเวลาประมาณไม่กี่เดือนนั้น มันเทียบเท่ากับการล้างสมองเด็กจากเด็กที่เคยคิดวิเคราะห์เป็นกลายเป็นเด็กคิดไม่เป็นไปเลย

ดังนั้นสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการส่งบุตรหลานไปหาติวเตอร์รายไหนก็ตาม อย่าเชื่อแต่ลมปากสถาบันอย่างเดียว ควรจะสอบถามผู้ปกครองรายอื่น หรือคนที่มีรุ่นพี่ที่เขาประสบผลสำเร็จว่า เขาไปติวกันที่ไหน ติวอย่างไร คนที่เปิดติวนั้นเรียนจบอะไรมา ความรู้ความสามารถสอดคล้องกับวิชาที่สอนหรือไม่

ไม่งั้นอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต กับการตัดสินใจผิดพลาด ทำให้ลูกต้องเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมที่ไม่เหมาะกับความสามารถของลูก เหตุเพราะติวผิดที่ผิดทาง ติวจากเด็กเก่งให้เป็นเด็กไม่เก่งไปได้ ขณะที่หลายๆที่เขาติวเด็กไม่เก่งให้เก่งขึ้นมาได้ น่าคิดไหมครับ

2592 total views, 1 today

เมื่อต้องติวกันทุกสนาม สอบเก่งได้เหรียญทอง แต่เป็นความเก่งที่ไม่ยั่งยืน

| เรื่องราวน่ารู้ | January 20, 2017

students-2

เมื่อต้องติวกันทุกสนาม สอบเก่งได้เหรียญทอง แต่เป็นความเก่งที่ไม่ยั่งยืน

เป็นเรื่องปกติของพ่อแม่ผู้ปกครองในการที่จะพยายามให้ลูกลงสอบแข่งในสนามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สสวท สอวน จนไปถึงโอลิมปิก แต่เสียงสะท้อนจากอาจารย์ที่รับเด็กเหล่านี้ไปเรียนในระดับที่สูงขึ้นนั้นพบว่า เด็กไม่ได้เก่งจริงจังแบบยั่งยืน เก่งเฉพาะสนามนั้นๆเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ เด็กที่สอบแข่งขันในสนามดังๆได้นั้น บางส่วนก็เป็นแค่เสมือนตัวแทนของคนติวเท่านั้นนั่นเอง

ปัญหาในลักษณะนี้เริ่มเกิดขึ้นมาในช่วงปีหลังๆที่มีติวเตอร์บริการติวเฉพาะกิจโผล่ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ยิ่งสนามดังๆค่าติวก็จะยิ่งแพง กลายเป็นว่าใครมีเสบียงเยอะก็จะมีโอกาสได้เหรียญทองสูง ใครมีเสบียงน้อยก็มีโอกาสน้อยลง

ในอดีตการสอบได้เหรียญทอง สสวท นั้นถือว่าสดใหม่และเก่งจริงและเป็นการเก่งที่ยั่งยืนด้วย นั่นเพราะการเรียนการติวของเด็กๆเหล่านั้น เป็นการติวภาพกว้าง สอนให้เด็กคิดให้เป็น และสามารถนำไปประยุกต์ในข้อสอบได้

เนื่องจากข้อสอบ สสวท มักจะเป็นการให้ข้อมูลในข้อสอบแล้วผู้สอบต้องศึกษาความเชื่อมโยงแล้วนำมาคิดวิเคราะห์หาคำตอบเอาเอง โดยอาศัยความจำน้อยมาก เด็กเพียงแค่จดจำหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาตร์เล็กๆน้อยๆเท่านั้นแล้วไปคิดหาคำตอบเอาเองจากข้อสอบ

การสอบในลักษณะนี้ไม่ได้ต้องการทดสอบความจำของเด็ก แต่มุ่งทดสอบกระบวนการคิดของเด็กมากกว่า แต่ปัญหาก็คือเด็กนักเรียนในปัจจุบันอาศัยการเรียนแบบท่องจำ ทำให้ไม่สามารถทำข้อสอบเหล่านี้ได้

เดือดร้อนถึงผู้ปกครองที่ต้องขวนขวายหาติวเตอร์ หรือต้องเรียนกวดวิชากันหามรุ่งหามค่ำ เรียนเพื่อจำไปว่า ถ้าข้อสอบออกแบบนี้ต้องคิดอย่างไร พูดง่ายๆต้องสอนให้เด็กท่องวิธีคิดเข้าไปด้วยนั้นเอง

อ้าวตายหละ ทำไมเด็กต้องท่องวิธีคิดเข้าไปด้วย ทำไมไม่คิดเอง นั่นเพราะระบบโรงเรียนของเราตอนนี้ครูไม่มีเวลาสอนเด็ก ระบบการเรียนการสอนก็เป็นแบบทุกคนต้องฟังครูแล้วจดๆ แล้วไปท่องมาให้จำแล้วเอามาสอบ

การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้นจะทำแบบนี้ไม่ได้ จะต้องฝึกให้เด็กคิด ต้องมีการถามตอบในชั้นเรียน ให้เด็กได้วิเคราะห์กันเชิงเดี่ยวหรือกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นออกมา

ปัญหาเพราะว่า คุณครูต้องทำงานเอกสารเพื่อประกันคุณภาพการศึกษา ต้องอบรม ต้องประชุม ตามแต่ที่หน่วยเหนือแต่ละหน่วยจะมีไอเดียอะไรออกมาให้ครูปฏิบัติตาม ครูต้องรับภาระทั้งหมด เด็กเลยต้องมานั่งจดกระดานหรืออ่านหนังสือเอง แล้วค่อยท่องไปสอบ

จากปัญหาข้างต้น ผู้ปกครองเลยต้องหันมาพึ่งการกวดวิชา ด้วยค่าใช้จ่ายและเวลา ทำให้กระบวนการกวดวิชิ สุดท้ายก็ต้องจบลงที่ท่องจำ

อยากให้ลูกเก่งยั่งยืนต้องทำอย่างไร

ด้วยผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่มีเวลาได้ติดตามการเรียนของบุตรหลานอย่างใกล้ชิดมากนัก ทำให้ต้องพึ่งการกวดวิชาเป็นหลัก จริงๆแล้วการเริ่มต้นง่ายๆสามารถทำได้จากที่บ้าน ก็คือการฝึกให้ลูกเล่าเรื่อง

โดยให้เริ่มจากการเล่าเรื่องในชีวิตประจำวันก่อน แล้วค่อยๆวกกลับเข้ามาในด้านเนื้อหาวิชาการ ฝึกทุกวันให้เด็กหัดเล่าหัดตอบโดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิด

ขั้นต่อมาก็คือการหาที่เรียนพิเศษที่มีการฝึกให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ มีการถกเถียงกันในกลุ่ม มีการตั้งคำถามและสร้างบรรยากาศที่มีการถกเถึยงกัน ไม่ใช่ว่าไปเรียนพิเศษแล้วเด็กต้องนั่งฟังอย่างเดียว ซึ่งกรณีแบบนี้หากเด็กสมาธิหลุดลอยเด็กก็จะไม่ได้อะไรเลย

ต้องฝึกให้เด็กคิดวิเคราะห์ให้เป็น อย่ามุ่งเน้นการติวเฉพาะสนาม แต่มุ่งเน้นให้เด็กได้รับความรู้แบบองค์รวมแล้วให้เด็กได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำข้อสอบเอาเอง

ไว้มีโอกาสแล้วจะยกตัวอย่างการเรียนการสอนแบบเชิงคิดวิเคราะห์ให้ดูกันนะครับ

2072 total views, 1 today

อยากเป็นติวเตอร์ เริ่มต้นอย่างไรดี หานักเรียนจากที่ไหน

| เรื่องราวน่ารู้ | December 5, 2016

engtutor

อยากเป็นติวเตอร์ เริ่มต้นอย่างไรดี หานักเรียนจากที่ไหน

อาชีพติวเตอร์อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น เนื่องจากมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ การเรียนให้เข้าใจและได้คะแนนสูงถือเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองแทบทุกคนมุ่งหวังให้ลูกหลานของตัวเองเป็น เพราะมันจะหมายถึงอนาคตที่สดใสของลูกหลาน เนื่องจากระบบการศึกษาบ้านเราอาศัยคะแนนเป็นตัวตัดสินในการเข้าศึกษาในระดับต่างๆ

ทำให้เกิดสถาบันติวทั่วบ้านทั่วโมง สถาบันติวดังๆใครๆก็แห่ไปเรียนเงินทองไหลมาเทมา เลยทำให้หลายคนคิดว่า อาชีพติวเตอร์ใครๆก็เป็นได้เพราะถ้าเรารู้เรื่องนั้นแล้วก็แค่สอนให้คนที่ยังไม่รู้ได้รู้ก็ไม่เห็นจะยากอะไร

ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องจริง เพราะถ้าเรารู้และเชี่ยวชาญเรื่องใด ก็แค่สอนให้คนอื่นรู้ให้เท่าเราก็น่าจะเพียงพอในการทำข้อสอบแล้ว เนื่องจากเด็กสมัยนี้น้อยรายที่จะอ่านหนังสือแล้วทำความเข้าใจเอง อีกทั้งเมื่อเห็นเพื่อนๆไปติวกับติวเตอร์ดังๆ ก็เริ่มไม่มั่นใจ กลัวว่าตัวเองรู้น้อยกว่าที่เพื่อนรู้แล้วจะทำข้อสอบไม่ได้สุดท้ายก็ต้องหาที่เรียนพิเศษอยู่ดี

เอาเป็นว่าความต้องการคนติว หรือติวเตอร์นั่นมีอยู่แน่ๆทุกหัวระแหง แต่ประเด็นสำคัญคือ หากเราอยากเป็นติวเตอร์แล้ว จะต้องเริ่มต้นอย่างไรดี

เริ่มต้นเป็นติวเตอร์ ไม่ใช่เรื่องขาก

– อันดับแรกเลย เราต้องประเมินตัวเองว่า เราถนัดหรือเชี่ยวชาญด้านไหน เราจะสอนวิชาอะไร และกลุ่มเป้าหมายคือเด็กเล็กหรือเด็กโต เราควรจะตั้งเป้าให้ชัดเจน

การค้นหาตัวเองก็ต้องมองว่าจุดขายของเราคืออะไร ส่วนใหญ่แล้วคนที่เรียนเก่งได้เกรดสูงๆ แสดงว่าทำข้อสอบได้ตรงตามวัตถุประสงค์ น่าจะหมายถึงการเรียนที่เข้าใจ หรือสามารถวิเคราะห็ข้อสอบได้ถูกต้อง

คนกลุ่มนี้เลยอาศัยชื่อเสียงของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเรียนในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง นำผลการเรียนมาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าตัวเองทำได้ ก็ย่อมที่จะสอนให้คนอื่นทำได้เช่นกัน

ดังนั้นการค้นหาตัวเองก็ควรจะตั้งเป้าว่าตัวเองถนัดวิชาอะไร มีผลงานเป็นอย่างไร สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองได้แค่ไหน

เตรียมเนื้อหาที่ต้องการสอน หากเราตั้งกลุ่มเป้าหมายและวิชาไว้แล้ว เราก็ควรจะศึกษาให้ลึกถึงหลักสูตรของเด็กในกลุ่มเป้าหมายเรา หากเราไม่เจาะจงว่าเป็นโรงเรียนไหน เราก็อาจจะต้องหาข้อมูลให้ครบ โดยอาจจะอาศัยการขอข้อมูลจากเพื่อนบ้านที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเป้าหมายเป็นต้น

เมื่อเราได้ข้อมูลแล้ว ก็เตรียมเนื้อหาว่าเราจะสอนอะไร จะสอนเนื้อหาหรือจะสอนทำข้อสอบ ควรจะให้ชัดเจนในแผนการสอนของเราว่ามุ่งเน้นอะไร

อย่างผู้เขียนเอง เน้นในกลุ่มเด็ก ป1 ถึง ป6 และใช้วิธีสอนสด เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังไม่มีความรับผิดชอบพอที่จะเรียนจากแผ่นได้ และเด็กจบป6 ต้องเตรียมตัวสอบเข้า ม1 เราก็ไปหาซื้อคู่มือต่างๆมาศึกษาว่าข้อสอบเข้า ม1 ของสนามต่างๆนั้นเป็นอย่างไร

จะทำให้เราเห็นภาพรวมว่าเด็กต้องรู้เนื้อหาอะไรบ้างถึงจะทำข้อสอบได้ ต้องมีการนำข้อสอบมาติวให้เด็กก่อนสอบสนามต่างๆเพื่อให้เด็กได้คะแนนสูงๆแล้วสอบติดเข้าโรงเรียนดังๆเป็นต้น

ทบทวนเนื้อหา ทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง พร้อมยกตัวอย่างเชิงลึกให้เด็กเห็นว่าอาจจะพบเจอกับข้อยกเว้นอะไรบ้างที่ชอบนำมาออกข้อสอบ หากสอนคณิตศาสตร์ ก็อาจจะต้องลองเอาข้อสอบในระดับที่สูงขึ้นมาให้เด็กลองคิดวิเคราะห์ดู หรือหากสอนวิทยาศาสตร์ เราก็ต้องทำความเข้าใจถึงเนื้อแท้ของมันแล้วสอนให้เด็กเข้าใจ ไล่ถามย้อนไปมาว่าเด็กเข้าใจจริงๆหรือใช้วิธีจำอย่างเดี่ยวโดยไม่ยอมคิดเป็นต้น

ผู้สอนจะต้องเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง ถึงจะสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองได้ว่าเด็กเรียนกับเราแล้วจะประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ก็ควรเป็นไปตามข้อตกลงตั้งแต่ต้นว่าเป้าหมายของการสอนพิเศษครั้งนี้นั้นเพื่อเป้าหมายอะไร

หานักเรียนได้จากที่ไหน

เมื่อเราได้กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องมองว่ากลุ่มเป้าหมายเหล่านี้เราจะเข้าถึงได้อย่างไร หากเราเพิ่งเริ่มต้น ก็อาจจะใช้วิธีชักชวนลูกหลานเพื่อนบ้านมาเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างผลงานก่อน หรือหากเราต้องการหารายได้ ก็อาจจะคิดราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดเพื่อหาลูกค้าเป็นต้น

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการหาลูกค้ามาเรียนพิเศษก็เหมือนกับการทำการค้าทั่วไป ที่เราจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ มีการสร้างเครือยข่ายให้เกิดการรับรู้แบบปากต่อปาก หรือจะติดแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ในตำแหน่งใกล้กับโรงเรียนพร้อมชูจุดเด่นที่จะหาลูกค้ามาทดลองเรียนกับเราให้ได้เป็นต้น

หรืออีกวิธีการหนึ่งก็คือการประชาสัมพันธ์ตัวเองตามเว็บลงประกาศต่างๆ หรือหากจะทดลองดูการตอบรับก็สร้างแฟนเพจขึ้นมาแล้วซื้อโฆษณาจาก facebook เป็นต้น ซึ่งก็ให้นึกถึงรูปแบบการตลาดแบบปกติทั่วไป ที่ต้องให้ลูกค้าได้ลอง มีการประชาสัมพันธ์ ติดตามผล ทำลูกค้าสัมพันธ์เป็นต้น

เชื่อว่าการหาคนมาเรียนพิเศษในช่วงเริ่มต้นคงไม่ยาก แต่เมื่อเด็กมาเรียนแล้วจะได้ผลหรือไม่ก็อยู่ที่ความสามารถของเรา หากสามารถทำให้ผู้ปกครองได้เห็นผลจริงจัง การประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากจากผู้ปกครองด้วยกันนั่นแหละจะได้ผลที่สุด

4856 total views, 4 today

ติว BioMedical Admissions Test อย่างไรให้ได้ผล

| ติวเตอร์ | October 31, 2016

MedicineHealthcare-full

ติว BioMedical Admissions Test อย่างไรให้ได้ผล

วันก่อนแอดมินได้มีโอกาสติวให้นักเรียนคนหนึ่งซึ่งกำลังต้องการศึกษาต่อในคณะแพทย์ศาสตร์ ซึ่งในกระบวนการต่างของการรับนักศีกษาครั้งนี้จะต้องมีการยื่นคะแนน BioMedical Admissions Test หรือ BMAT อีกด้วย

ทั้งนี้จะพบว่าข้อสอบที่ทำคะแนนได้ยากนั้นจะเป็นในส่วนของ Aptitude and Skills ซึ่งต้องอาศัยทักษาทางภาษาอังกฤษในระดับสูง ในการทำความเข้าใจ การตีความ และความรวดเร็วในการทำข้อสอบ

โดยข้อสอบทั้งหมดจะมีประมาณ 35 ข้อ ให้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงหรือ 60 นาทีเท่านั้น เท่ากับว่าข้อหนึ่งต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ยไม่เกิน 2 นาทีต่อข้อเท่านั้น

ด้วยข้อสอบลักษณะนี้ หากพื้นฐานทางด้านภาษาไม่เด่นจริงๆ แค่การอ่านทำความเข้าใจก็อาจจะใช้เวลาเกิน 2 นาทีไปเรียบร้อยแล้ว ไหนจะต้องมาอ่านโจทย์ แล้วมาวิเคราะห์คำถามรวมไปถึงตัวเลือกต่างๆอีกด้วย

ข้อสอบในลักษณนี้ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับให้คนไทยสอบเท่านั้น แต่สำหรับคนทั่วโลกใช้ในการสอบ ดังนั้นผู้ออกข้อสอบจึงคาดหวังทักษะทางภาษาแบบ native speaker กันเลยทีเดียว

MedicineHealthcare-full

ผู้เขียนเองเลยลองเอาข้อสอบบางข้อ มาให้นักเรียนในระดับมัธยมต้นและปลายทั้งภาคปกติและนักเรียนในกลุ่ม English Program มาทดลองอ่านแล้วแปลดู ปรากฏว่า 90% อ่านไม่รู้เรื่อง แปลไม่ถูกว่าสาระสำคัญของเนื้อหาคืออะไร อีกทั้งไม่สามารถเล่าเรื่องให้เป็นภาษาไทยได้อย่างสละสลวยได้ แม้จะรู้ศัพท์ทุกคำก็ตาม

ประเด็นปัญหาเท่าที่พบในการแปลความหมายของโจทย์ก็คือ
– ไม่เข้าใจ pronoun ในประโยคว่าสื่อถึงสิ่งใดในประโยคก่อนหน้า
– ไม่เข้าใจ past participle ในประโยค ว่าไปขยายคำนามข้างหน้าอย่างไร
– ไม่เข้าใจความหมายซ่อนเร้นของคำที่ถูกย่อนั้นว่า คำเต็มๆ มาจากคำว่าอะไร

ลองมาดูตัวอย่างประโยคสั้นๆดังนี้ จากข้อสอบในปี 2012

The UK electricity grid is powered by a mix of sources: coal, gas and nuclear with a few renewables thrown in.

ช่วงต้นของประโยคส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่บรรทัดที่เป็นปัญหาคือ a few renewables thrown in. ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจคำว่า renewables ว่าหมายถึงอะไร มีน้อยคนที่จะตอบว่ามันมาจากคำว่า renewable energy นั่นเอง

ส่วนคำถัดมาคือ thrown in ซึ่งนักเรียนแทบทั้งหมดจะมองไม่ออกว่าเป็น pass participle ซึ่งขยายคำ renewable โดยเมื่อชี้จุดไปว่าเป็น pass participle ก็ต้องไปขยายคำว่า renewable แบบ passive นักเรียนส่วนใหญ่ก็ยังพยายามแปลแบบตรงๆว่า ถูกโยนเข้าไป ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วเป็นการสื่อในลักษณะอุปมาอุปมัยว่าเพิ่มเติมเข้ามา

ประโยคนี้ความหมายที่แท้จริงก็คือ
เครือยข่ายระบบไฟฟ้าของ UK นั้นมาจากหลายแหล่งเช่น ถ่านหิน แก้สธรรมชาติ และพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมๆกับพลังงานทดแทนอย่างอื่นอีกเล็กน้อย (ซึ่งต้องคิดต่อไปเองว่าเป็น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น)

สรุปได้ว่า การที่จะมีทักษะด้านภาษาอังกฤษในระดับที่จะสามารถอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ หรืออ่านเอกสารวิชาการได้ ผู้เรียนจะต้องมีความแม่นในเรื่อง participle ให้มากๆ รวมทั้งประสบการณ์ในการอ่านหนังสือต่างๆ เพื่อสร้างความรู้รอบตัว และต้องคิดเชื่อมโยงให้เห็นภาพให้ได้

2176 total views, 0 today

อาชีพติวเตอร์ กำลังเข้าสู่ยุคออนไลน์กันแล้ว

| เรื่องราวน่ารู้ | October 5, 2016

tutor-class

อาชีพติวเตอร์ กำลังเข้าสู่ยุคออนไลน์กันแล้ว

อาชีพติวเตอร์นั้นถือเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว จวบจนถึงยุคปัจจุบันเมื่อถึงช่วงเทศกาลสอบการติวก็เกิดขึ้นมากมาย จนกระทั่งลามมาถึงบริการออนไลน์เข้าไปแล้ว

Timothy Yu ผู้ก่อตั้งบริษัทในฮ่องกงที่ชื่อว่า Snapask (snap-ask) ซึ่งเป็นแอพผ่านมือถือที่ทำให้นักเรียนสามารถถามคำถามผ่านแอพตัวนี้และมันจะไปจับคู่กับติวเตอร์ภายในเสี้ยววินาทีเพื่อที่จะหาคนสอนกันแบบตัวต่อตัวในทันที

แอบตัวนี้เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว และตอนนี้กำลังให้บริการนักเรียนในฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ กว่า 100,000 คน ด้วยจำนวนติวเตอร์ที่มีคุณสมบัติพร้อมกว่า 5,000 คนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำซึ่งจะได้รับคำถามเป็นหมื่นๆคำถามต่อวัน

มิสเตอร์ Yu บอกว่ามันคล้ายๆกับ WhatsApp นั่นแหละ ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถรับส่งข้อความ ภาพถ่าย เสียง ในการสื่อสารถึงกัน อีกทั้งยังทำให้ติวเตอร์สามารถใช้เวลาได้อย่างมีประโยชน์เต็มที่

ทังนี้คุณ Yu กล่าวว่า หากติวเตอร์รับงานแบบตัวต่อตัวจะทำเงินได้ราวๆ $20 ดอลล่าร์ต่อชั่วโมง แต่ปัญหาคือจำนวนชั่วโมงจะถูกจำกัดด้วยหน้าที่การงานและเวลาที่จะเดินทางออกไปติว

แต่การติวออนไลน์แบบนี้ทำให้ติวเตอร์มีเวลาทำเงินได้มากขึ้น สามารถทำงานได้สะดวกในเวลาว่าง และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางอีกต่อไป

และเทคโนโลยีแบบออนไลน์นี้ก็จะเปลี่ยนวิธีการที่พ่อแม่จะหาคนมาติวบุตรหลานของตัวเองอีกด้วย

โดยเมื่อก่อนการติวอาจจะต้องผ่านการบอกต่อ หรือหาเอาตาม google หรือสมัยอดีตก็หาเอาตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ตอนนี้สามารถหาได้ผ่านระบบออนไลน์แล้ว

ระบบติวออนไลน์บางแบบจะทำงานผ่านหน้าเว็บไซท์ เพื่อให้ทั้งผู้ติวและนักเรียนได้เลือกค้นหา การเรียนการสอนอาจทำผ่านระบบพูดคุยออนไลน์เช่น Skype หรือระบบวิดีโอแบบอื่นๆ ซึ่งการติวผ่านระบบออนไลน์นั้นจะมีประโยชน์ในแง่การเข้าถึงติวเตอร์เก่งๆได้มากขึ้น และมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ในอตีดวิธีการติวออนไลน์แบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้เนื่องจากเทคโนโลยียังมาไม่ถึง เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นเลยทำให้การติวสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกคนมีความรู้ในการใช้อุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้มากขึ้นด้วย

ก็คงได้แต่หวังละครับ บ้านเราจะทีแพลตฟอร์มบริการงานติวแบบออนไลน์กับเขาบ้าง ยังไงก็รอติตตามข่าวคราวกันนะครับ

4870 total views, 5 today

ติวยังไงก็ไปไม่ถึงไหน หากพ่อแม่ไม่ยอมรับความจริง

| เรื่องราวน่ารู้ | September 12, 2016

TND tutor

ติวยังไงก็ไปไม่ถึงไหน หากพ่อแม่ไม่ยอมรับความจริง

บทความวันนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงในการติวเด็กๆในระดับประถม สิ่งที่พบคือผู้ปกครองไม่ยอมรับความจริงว่าบุตรหลานของตัวเองมีปัญหา ทำให้พัฒนาการทางด้านการเรียนของเด็กไปไม่ถึงไหน

เนื่องจากการเป็นครูสอนพิเศษ หรือการเป็นติวเตอร์นั้น ก็ต้องมีหน้าที่ดูแล ติดตามพัฒนาการของเด็กนักเรียนไปในตัวเหมือนๆกับที่ครูในโรงเรียนที่ต้องมีการประเมินผล ติดตามความก้าวหน้าของเด็ก แต่สิ่งหนึ่งที่ติวเตอร์มีลักษณะแตกต่างจากครูในโรงเรียนก็คือ ติวเตอร์ นั้นถือเป็นทางเลือกไม่ใช่ภาคบังคับเหมือนครูในโรงเรียน

ดังนั้นผู้ปกครองจึงสามารถเลือกที่จะเรียนกับติวเตอร์คนไหนก็ได้ นานแค่ไหนก็ได้ แต่ติวเตอร์เองก็สามารถที่จะบอกได้เลยว่า เด็กคนนั้นหลังจากเรียนไประยะหนึ่งแล้วก็จะสามารถบอกได้ว่าเด็กมีพัฒนาการทางด้านการเรียนดีขึ้นหรือไม่

ปัญหาของเด็กบางคนก็คือ พัฒนาการในการเรียนรู้ช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป ผู้ปกครองเมื่อลองพาลูกไปเรียนพิเศษที่โน่นที่นี่แล้วไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ก็เปลี่ยนที่เรียนพิเศษ แล้วพยายามหาติวเตอร์คนใหม่ไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ความจริงปัญหาไม่ได้อยู่ที่ติวเตอร์ แต่อยู่ที่ตัวเด็กเอง

จุดสังเกตอย่างหนึ่งของเด็กที่มีพัฒนาการข้ากว่าเด็กคนอื่นๆคือ การเขียนเสร็จช้า เมื่อถามเด็กแล้วบอกว่าเมื่อยมือ นั่นแสดงว่าเด็กมีปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็ก อันเป็นผลต่อเนื่องกับพัฒนาการของเด็กโดยตรง

เด็กบางคนจะมีปัญหาเรื่องสมาธิ หรือสมาธิสั้น ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ก็จะติดตัวเด็กไปจนโต และคงไม่มีติวเตอร์คนไหนสามารถติวให้เด็กพัฒนาการเรียนรู้เท่าเด็กปกติได้

ผู้ปกครองหลายคนจะไม่ยอมรับความจริงในประเด็นนี้ หลายคนเหมือนจะทราบว่าลูกมีปัญหา แต่ไม่ยอมรับความจริง แค่ครูพูดว่เหมือนเด็กจะมีปัญหาสมาธิ ผู้ปกครองก็จะแสดงอาการกราดเกรี้ยวออกมาว่า ลูกตัวเองไม่มีปัญหา ครูสอนพิเศษเองก็คงได้แต่สงสารเด็กเพราะไม่รู้จะช่วยยังไงในเมื่อผู้ปกครองไม่ยอมรับความจริง ถ้าเป็นระบบโรงเรียนก็อาจจะให้ฝ่ายวิชาการเรียกผู้ปกครองไปพบได้ แต่สถาบันสอนพิเศษส่วนใหญ๋ก็คงต้องปล่อยไป

ปัญหานี้ แอดมินเจอเองกับตัว เนื่องจากเปิดติวเด็กตั้งแต่ระดับ ป1 จนถึงมัธยมปลาย โดยพบว่าเด็กคนหนึ่งเขียนได้ช้ามาก เวลา 2 ชั่วโมงเขียนได้แค่ 5 บรรทัด ตอนหมดชั่วโมงเรียนเลยให้เด็กตามผู้ปกครองมาถ่ายภาพจากกระดานดำเพื่อให้เด็กนำไปจดลงสมุดให้เด็ก และแจ้งไปว่าเด็กอาจจะมีปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยไม่ได้กล่าวถึงพัฒนาการเด็กใดๆ เลย

ปรากฏว่า ผู้ปกครองรายนี้ ต่อว่าติวเตอร์อย่างเราเสียๆ หายๆ หาว่า ติวเตอร์ไม่รู้อะไร ลูกของเขาไม่มีปัญหา ให้ติวเตอร์ไปอ่านตำรามาใหม่ บลาๆ บลาๆ ผู้ปกครองรายนี้ออกไป ผ่านไปอีก 1 ชั่วโมงก็มาใหม่ มาด่าอีกรอบ จนสุดท้ายต้องคืนเงินค่าเรียนที่เหลือกลับไป ถึงจะจบเรื่องได้

สุดท้ายเลยตั้งปณิธานไว้เลยว่า ถ้าผู้ปกครองไม่ถาม ทางเราในฐานะติวเตอร์ ก็คงจะไม่แตะต้องเรื่องพัฒนาการของเด็กอีก เพราะเกรงว่าจะไปกระตุ้นต่อมอะไรเข้าไป เดี๋ยวจะเกิดปัญหาขึ้นอีก

สรุปว่า การติวไม่สามารถแก้ได้ทุกปัญหา เราอาจจะต้องไปถึงต้นตอของปัญหา ว่าแต่ ผู้ปกครองจะยอมรับความจริงได้หรือไม่เท่านั้นว่าบุตรหลานตัวเองมีปัญหาด้านไหน

1417 total views, 0 today

ก่อนจะเริ่มให้ลูกติวคณิตศาสตร์ ให้ลูกท่องสูตรคูณให้แม่นก่อน

| เรื่องราวน่ารู้ | June 24, 2016

multiplication-table

ก่อนจะเริ่มให้ลูกติวคณิตศาสตร์ ให้ลูกท่องสูตรคูณให้แม่นก่อน

เรื่องนี้เขียนจากประสบการณ์การติวคณิตศาสตร์ให้เด็กประถมมาระยะหนึ่ง ก่อนหน้านี้สอนวิชาอื่นเป็นหลักแต่ต่อมามีผู้ปกครองมาขอให้ติวคณิตศาสตร์ให้บุตรหลานด้วย เลยได้เปิดขึ้นมาห้องหนึ่งสำหรับคนที่สนใจติวคณิตศาสตร์

การติวจะมุ่งเน้นการทำข้อสอบเป็นหลัก ปรากฏว่าก็พอจะทำกันได้ แต่ทำได้ช้ามาก เมื่อลองทดสอบกระบวนการคิดของเด็กๆดู ถามไปถามมา ย้อนไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็พบว่า สูตรคูณของเด็กยังไม่แม่น เลยทำให้ทำข้อสอบได้ช้า

ปัญหานี้ไม่ใช่เจอที่เด็กเพียงคนเดียว แต่พบว่าเป็นเกือบทั้งห้อง การที่สูตรคูณไม่แม่น ทำให้เด็กไม่สามารถหารเลขได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การคิดคำนวนต่างๆ ช้าลงไปด้วย พบว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องมานั่งให้เด็กท่องสูตรคูณในการเรียนพิเศษซึ่งถือว่าเป็นการเสียเวลาเปล่าๆ

การท่องสูตรคูณควรจะทำในเวลาอื่น ท่องให้แม่นยำ การเรียนพิเศษควรจะเป็นการฝึกวิธีคิด วิธีทำโจทย์ มากกว่าต้องมาเสียเวลาให้เด็กมานั่งท่องสูตรคูณกันทุกวัน

คำว่า ท่องให้แม่นยำ นั้นไม่ใช่แค่ท่องสูตรคูณได้ครบเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสุ่มถามผลการคูณของเลขต่างๆ แล้วตรวจสอบดูว่าเด็กตอบได้รวดเร็วและถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะแม่สูงๆ ที่ตัวคูณมากกว่า 5

เช่น 9×7 = ? 12×8 = ? เป็นต้น

การสุ่มถามแบบนี้ถือเป็นการตรวจสอบความแม่นยำในสูตรคูณของเด็กๆได้เป็นอย่างดี หากเด็กยังมัวแต่นับนิ้ว หรือเริ่มท่องมาจากต้นของสูตรคูณ แสดงว่าเด็กยังไม่แม่นยำพอ การไปหาที่ติวเลขก็แทบจะไร้ประโยชน์เลยก็ว่าได้ เพราะเด็กจะทำไม่ทันคนอื่น มัวแต่นั่งนับนิ้วท่องสูตรคูณอยู่นั้นเอง

ดังนั้นในฐานะผู้ปกครอง ก่อนที่จะส่งลูกไปเรียนติวเลขแล้วละก็ ควรจะให้ลูกได้ฝึกท่องสูตรคูณที่บ้านอยู่บ่อยๆ เช่นก่อนทานอาหารเย็น ก่อนดูทีวี หรือก่อนนอนเป็นต้น แล้วลองทดสอบสูตรคูณเด็กแบบสุ่มออกมา เพื่อดูความสามารถเด็กว่าถึงไหนแล้ว

หลังจากทดสอบแล้วว่าเด็กสามารถตอบคำถามแบบสุ่มได้อย่างรวดเร็ว แล้วจึงค่อยหาที่เรียนพิเศษให้ลูก จะเห็นผลกว่ากันเยอะเลยทีเดียว

2364 total views, 0 today

มาแล้วปฏิทิน แอดมิชชั่นปี 2560 ตาราง admission ออกแล้ว

| เรื่องราวน่ารู้ | June 20, 2016

ทปอ-meeting

มาแล้วปฏิทิน แอดมิชชั่นปี 2560 ตาราง admission ออกแล้ว

บรรดาน้องๆ ม.6 ที่กำลังเตรียมตัวสอบคัดเลือกต่างๆเพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ก็เตรียมตัวจดวันเวลากันไว้ได้เลยนะครับ เพราะตารางแอดมิชชั่นออกมาแล้ว

โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ได้มีการแถลงข่าวปฏิทินการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยประจำปี 2560 ทั้งการสอบ GAT PAT 9 วิชาสามัญ รวมถึงการสอบเข้าคณะแพทยศาตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และ O-Net ออกมาแล้ว

การสอบ GAT PAT 2560

– รับสมัคร รอบ 1/2560 10 – 29 สิงหาคม 2559
– สอบ รอบ 1/2560 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2559
– ประกาศผล รอบ 1/2560 15 ธันวาคม 2559

– รับสมัคร รอบ 2/2560 7 – 26 ธันวาคมคม 2559
– สอบ รอบ 2/2560 11 – 1 มีนาคม 2560
– ประกาศผล รอบ 2/2560 20 เมษายน 2560

การสอบ 9 วิชาสามัญ

– รับสมัคร 5 – 24 ตุลาคม 2559
– สอบ 24 – 25 ธันวาคม 2559
– ประกาศผล 25 มกราคม 2560

การสอบ O-NET

– รับสมัคร โรงเรียนสมัครให้
– สอบ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2560
– ประกาศผล 20 มีนาคม 2560

จะว่าไปแล้ว กำหนดการก็แทบจะไม่แตกต่างกับปีที่แล้วมากนัก อย่างไรก็ตามก็ต้องขอให้น้องๆทุกท่านได้จดบันทึกวันเวลาให้ดี เพื่อจะได้ตัดสินใจในแต่ละสนามสอบได้อย่างถูกต้องและไม่ทำให้โอกาสของตัวเองเสียไปนะครับ

1126 total views, 1 today

จะหาติวเตอร์ที่เหมาะสมให้ลูกได้อย่างไร

| ติวเตอร์ | June 20, 2016

student-in-class2

จะหาติวเตอร์ที่เหมาะสมให้ลูกได้อย่างไร

ด้วยสภาวะการแข่งขันในด้านการเรียนของเด็กๆไทย เพราะนั่นหมายถึงการก้าวไปสู่สถานที่เรียนดีๆในระดับสูงขึ้น โอกาสในการได้งานที่ดีๆจึงมีมากขึ้น รวมไปถึงอนาคตด้านต่างๆ ซึ่งก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาระจึงต้องตกอยู่กับเด็กๆที่ต้องเข้าสนามแข่งขันตั้งแต่ยังเล็ก

ดังนั้นตอนนี้ไม่ว่าในไทยหรือต่างประเทศจึงเกิดสถาบันติวมากมาย ทั้งระบบติวตัวต่อตัว ระบบติวออนไลน์ ตัวเลือกจึงมีมากมายหลายช่องทางให้เลือก ดังนั้นการหาตัวเลือกที่เหมาะสมให้กับบุตรหลานจึงเสมือนเป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะหากเลือกผิดก็จะเสมือนเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อาจะทำให้คู่แข่งนำหน้าไปไกลลิบ

การหาติวเตอร์ที่มีทักษะที่เหมาะสมในการเพิ่มคะแนนการเรียนให้เด็กในบางหัวข้อหรือก่อนการสอบจึงเป็นเรื่องที่ชวนให้สับสนเป็นอย่างยิ่ง ต่อไปนี้จึงเป็นคำแนะนำในการหาติวเตอร์ที่เหมาะสม

คำแนะนำในการหาติวเตอร์

เริ่มต้นทำการบ้านก่อนแล้วลองติดต่อตามสถาบันชื่อดังต่างๆ โดยสถาบันเหล่านี้ย่อมตัองรักษาชื่อเสียง จึงอาจนำเสนอคุณครูที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ พร้อมกับข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้ แต่ก็ตามมาด้วยราคาที่อาจจะสูงในระดับหนึ่ง

การติวควรกระทำในเวลาที่สม่ำเสมอเพื่อรักษาความเป็นบรรยากาศของการติวไว้ เช่นสัปดาห์ละครั้งเป็นต้น หรือสัปดาห์เว้นสัปดาห์ การติวที่น้อยกว่านี้แทบจะไม่เห็นผลมากนัก

วิธีในการหาติวเตอร์ที่ดีก็คือการขอคำแนะนำจากคนรู้จักและเชื่อถือ อาจจะเริ่มจากการติดต่อครูที่โรงเรียนว่าจะแนะนำใครหรือไม่ หรือติดต่อสอบถามจากผู้ปกครองด้วยกันว่ามีที่ไหนมีครูติวดีๆบ้าง

อย่าลืมเจอครูที่จะติวลูกเราก่อนให้ได้ จะได้พูดคุยทำความรู้จักและบอกความต้องการของคุณ รวมถึงการสอบถามข้อคิดเห็นจากคนอื่นๆถึงการติวของครูคนนั้นๆ อย่างน้อยจะทำให้เด็กรู้สึกอุ่นใจว่าพ่อแม่รู้จักครูแล้ว การสร้างความรู้สึกถึงสัมพันธภาพที่ดีย่อมทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างสบายใจ

สำหรับคำแนะนำในปัจจุบันก็คงเป็นการหาติวเตอร์ผ่านระบบออนไลน์ เนื่องจากมีตัวเลือกมากมาย พร้อมทั้งสามารถเลือกครูที่อยู่ใกล้บ้าน และมีการแสดงคุณสมบัติต่างๆของครูไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งการติดต่อกับครูเหล่านี้โดยตรงนั้นอาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำลงได้ เนื่องจากไม่ต้องติดต่อผ่านนายหน้านั่นเอง

1126 total views, 0 today

เด็กอ่อนคณิตศาสตร์ ควรมุ่งติวหนักคณิตศาสตร์ดีหรือไม่

| การติว | June 2, 2016

tutor-class

เด็กอ่อนคณิตศาสตร์ ควรมุ่งติวหนักคณิตศาสตร์ดีหรือไม่

เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กไทยส่วนใหญ่อ่อนคณิตศาสตร์ ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เนื่องจากเด็กไทยไม่ได้ถูกสอนให้คิด ตั้งคำถาม แสวงหาคำตอบเองเหมือนเด็กฝรั่ง เด็กไทยส่วนใหญ่จึงคิดไม่เป็น ทำให้ผลการเรียนด้านคณิตศาสตร์อ่อนไปด้วย

ปัญหาที่ผู้ปกครองเด็กกลุ่มนี้เจอคือ ลูกทำคะแนนคณิตศาสตร์ได้ต่ำจนน่าใจหาย ข้อสอบที่เป็นข้อความยาวๆ เด็กจะไม่ยอมทำ แม้แต่เรื่องร้อยละซึ่งถือว่าเป็นหัวข้อที่มีความยากปานกลางเด็กก็ยังทำไม่ถูก

ซ้ำร้ายเด็กบางคน แค่หารเศษส่วนพื้นฐาน หารทศนิยม ยังทำไม่ได้ ทดสอบไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าสูตรคูณยังไม่แม่นแม้จะอยู่มัธยมต้นแล้ว

ปัญหาการเรียนรู้คณิตศาสตร์ส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธ์ นั่นคือสมองส่วนคิดวิเคราะห์อาจจะมีน้อยกว่าสมองส่วนความจำ เด็กบางคนจำสิ่งต่างๆได้ดี จำเป็นภาพ แต่เวลาให้คิดวิเคราะห์กลับทำได้ช้า การฝึกฝนก็เพื่อทำให้เซลประสาทเหล่านั้นเชื่อมโยงกันมากขึ้น ผู้ปกครองเลยอาจจะมองว่าการให้ลูกเรียนคณิตศาสตร์เยอะๆอาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา

จากประสอบการณ์ในการสอนเด็กประถม และมัธยมต้นมาหลายปี ก็ต้องขอบอกว่าการส่งเสริมในสิ่งที่เด็กทำไม่ได้ดีมากๆนั้น ไม่ใช่แนวคิดที่ดี

ฝรั่งจะเน้นสอนให้เด็กคิด เรียนรู้ วิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และที่โดดเด่นอีกอย่างคือ ฝรั่งจะส่งเสริมสิ่งที่เด็กถนัดเด็กชอบ และให้ความสนใจสิ่งที่เด็กทำไม่ได้พอประมาณเท่านั้น

กลับกันกับผู้ปกครองเด็กไทย ที่ส่วนใหญ่จะส่งเสริมสิ่งที่เด็กไม่ถนัด แต่กลับละเลยกับสิ่งที่เด็กสนใจหรือถนัด ทำให้ปัญหานั้นวนเวียนซ้ำซากแก้ไม่หาย

ตัวอย่างเช่น ผู้ปกครองบางราย เห็นลูกอ่อนคณิตศาสตร์ ก็ตระเวณหาที่ติวคณิตศาสตร์ให้ลูก ลูกก็จะต้องเรียนคณิตศาสตร์ทุกเย็นวันจันทร์ – ศุกร์ เสาร์อาทิตย์ก็ยังให้เรียนคณิตศาสตร์หลายที่ จนเด็กไม่มีเวลาได้ติววิชาอื่นๆที่เด็กถนัด อย่างวิชาวิทยาศาสตร์ หรือภาษาอังกฤษเป็นต้น

ทำให้เวลาสอบแข่งขัน ไม่ว่าจะเพื่อวัดความรู้ หรือสอบเข้าในระดับสูงไป เด็กก็จะพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย เพราะหลายๆ สนาม คะแนนแต่ละวิชาจะมีการให้น้ำหนักเท่ากัน คะแนนทุกคะแนนมารวมกันแล้วถึงจะมีการจัดลำดับ

ทำให้เด็กบางคนไปติววิชาที่ตัวเองถนัด อย่างวิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือสังคม (บางสนามก็ไม่สอบวิชานี) แต่อาจทำวิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้เลย ก็สามารถสอบติดได้ลำดับที่ดีกว่าเด็กที่ตะบี้ตะบันติวเฉพาะวิชาที่ตัวเองด้อยจนทิ้งวิชาอื่นๆไป

ดังนั้นประเด็นสำคัญคือ หากเด็กอ่อนคณิตศาสตร์ จนเข็นไม่ขึ้นจริงๆ ก็หาที่ติวให้แค่เด็กประคองตัวอยู่ได้ก็พอ ในที่นี้หมายถึง ให้เด็กพอทำโจทย์ง่ายๆ ถึงปานกลางได้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปให้เด็กฝึกโจทย์ขั้นเทพหรอก เพราะยังไงกระบวนการคิดของเด็กไปไม่ถึงจุดนั้นแน่ๆ แล้วหันมาส่งเสริมในสิ่งที่คิดว่าเด็กน่าจะทำได้มากกว่า แล้วจะพบว่าอาจจะประสพความสำเร็จในการสอบในสนามแข่งต่างๆดีกว่าด้วยซ้ำ

2087 total views, 0 today

ประสบการณ์หางานติวผ่านนายหน้าที่ต้องจ่ายค่าแนะนำ

| เล่าประสบการณ์ติว | April 17, 2016

ประสบการณ์หางานติวผ่านนายหน้าที่ต้องจ่ายค่าแนะนำ


เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์ของติวเตอร์ท่านหนึ่งที่ต้องติดต่อผู้ปกครองผ่านนายหน้า ซึ่งนายหน้าจะคิดค่าบริการเป็นค่าแนะนำ ซึ่งผลหลังจากนั้น การติวจะต่อเนื่องไปหรือไม่อย่างไร ก็ไม่สามารถจะเรียกร้องอะไรได้จากนายหน้าอีก ถ้าต้องการติดต่อผู้ปกครองรายใหม่ก็ต้องจ่ายค่าแนะนำใหม่ ติวเตอร์ท่านนี่เลยมาบอกเล่าเรื่องราวผ่านเว็บพันทิพ

สวัสดีค่ะ เรารับมา 2-3 งานแล้วเสียค่าแนะนำไปรวมๆประมาณ เกือบสามพันแล้วค่ะ

แล้วนายหน้าหานักเรียนบางสถาบัน(ที่เราเจอมา)คือ ไม่รู้จักสอบถามรายละเอียดเรื่องงานสอนเลย สักแต่ว่าจะเอาเงิน พอเราโทรไปถามเรื่องงาน ก็ถามคำแรกมาเลยว่า “พร้อมโอนเงินเมื่อไหร่คะ” แล้วไม่ถามสักคำว่าเราเรียนอะไร ที่ไหน จะสอนได้ไหม ไม่ขอดูโปรไฟล์เลย ถามเรื่องเงินอย่างเดียวว่าพร้อมโอนเมื่อไหร่ พอโอนให้ปุ๊บ ถึงค่อยมาถามว่าเราเรียนที่ไหน ไม่มีการส่งโปรไฟล์ติวเตอร์ให้ผู้ปกครองดู ใครโอนก่อนก็ได้งานไป แล้วแบบนี้ผู้ปกครองจะมั่นใจได้ยังไงว่าจะได้ติวเตอร์ที่ดีให้กับลูก

บางครั้งเราไปสอนพิเศษผู้ปกครองเขาก็ถามเราว่า เราต้องเสียเงินให้ทางสถาบันไหม? เราก็ไม่โกหกนะ ตอบไปว่าเสียเท่าไหร่ เสียตอนไหนยังไง ผู้ปกครองบางคนเขาก็แอบตกใจนะ ที่ครั้งนึงติวเตอร์อย่างพวกเราต้องเสียเงิน(เกือบพัน)ให้กับนายหน้าที่แค่หานักเรียนเพื่อมาสอนลูกเขา แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจคุณภาพติวเตอร์ คิดแต่ว่าฉันได้เงินเร็ว เท่านั้น

แล้วอีกอย่างนายหน้าบางสถาบันไม่รู้จักสอบถามงานให้ละเอียด ว่าเริ่มเมื่อไหร่ งานยาวมั้ย เราเคยเจอคือมาประกาศงานไว้ตั้งแต่ต้นเดือน พอเรารับงานมาแล้วโทรไปคุยกับผู้ปกครอง ปรากฏว่าเริ่มสอนปลายเดือน แล้วทางนายหน้าจะรีบประกาศหาติวเตอร์ทำไม เงินค่าแนะนำที่เราเสียให้นายหน้าไป เราต้องรอเป็นเดือน ถึงจะได้สอนและได้ถอนทุนคืน

ก็เท่ากับว่าเงินของเราไปอยู่กับนายหน้าเป็นเดือนๆโดยที่เราทำอะไรไม่ได้เลย ถึงแม่มันจะเป็นเงินไม่มาก แต่สำหรับนักศึกษา คนที่ยังเรียนอยู่มันมีความหมายมากนะ เงินจำนวนนั้นกินข้าวได้เป็นอาทิตย์

แล้วนายหน้าบางสถาบัน คิดค่าแนะนำแพงมาก ไม่มีการเห็นใจติวเตอร์เลย คิดแต่ว่าฉันได้เงิน ตัวเองก็แค่ประสานงานให้นักเรียนกับติวเตอร์รู้จักกันแค่นั้นก็ได้เงินไปสบายๆ แต่ติวเตอร์ต่างหากที่ต้องเหนื่อย ต้องสอนเด็ก

บางครั้งต้องสอน 2-3 ครั้งถึงจะได้ค่าแนะนำคืน แล้วบางที่งานมีปัญหาอย่างเช่นเด็กเรียนได้ 2-3 ครั้งก็ยกเลิก แบบนี้ทางนายหน้าเขาก็ไม่รับผิดชอบนะ ไม่มีการคืนเงินให้ด้วยเพราะถือว่าเราอาจจะได้ค่าแนะนำคืนจากการสอน 2-3 ครั้งแล้ว อ้าว แล้วที่เราเหนื่อยไปล่ะ

ส่วนใหญ่ผู้ปกครองที่หาติวเตอร์ผ่านทางนายหน้าพวกนี้ ก็เพราะหวังจะให้ลูกได้คนสอนที่ดี มีคุณภาพตามที่สถาบันเค้าโฆษณา แต่ผู้ปกครองคงไม่รู้เลยว่านายหน้าเค้าก็แค่หาติวเตอร์ ใครมาเร็ว มาก่อน จ่ายก่อน ก็ได้งานไป แล้วผู้ปกครองก็จะไม่ค่อยเชื่อถือประกาศที่ติวเตอร์เป็นคนประกาศเอง เวลาจะหาติวเตอร์มาสอนลูกก็วิ่งหานายหน้าซะเป็นส่วนใหญ่

กรณีที่มาโพสงานล่วงหน้าประมาณต้นเดือนแต่งานเริ่มปลายเดือนเหมือนที่เราบอกไปตอนแรก แล้วคือปลายเดือนเราติดธุระ เราไปสอนไม่ได้ ตอนรับงานมาเราก็คิดว่าเริ่มภายในเร็วๆนี้ค่ะ ถ้าเริ่มตอนนี้แล้วปลายเดือนเราขอหยุดสอนสักครั้งสองครั้งไปธุระคงไม่เป็นไร แต่ไปขอหยุดสอนตอนเริ่มเลยมันน่าเกลียด ประกอบกับการเดินทางไม่สะดวกของเราเอง

เราเลยโทรไปหานายหน้าแล้วบอกเหตุผลให้เขาหาติวเตอร์ใหม่มาแทนเรา เขาก็รับปาก แล้วเวลาก็ผ่านไปสามวัน สี่สัน ห้าวัน จนเราต้องโทรไปทวงว่า หาคนแทนได้รึยังคะ ก็บอกเดี๋ยวทำให้ แล้วเวลาก็ผ่านไปเป็นสัปดาห์เป็นสิบวัน ก็บอกเดี๋ยวทำให้ แต่เราก็เข้าไปดูเพจเขาทุกวันๆไม่เห็นมีการดำเนินการโพสงานหาติวเตอร์อย่างที่รับปาก

จนกระทั่งเหลือเวลาอีก แค่สัปดาห์เดียวงานก็จะเริ่มแล้ว เราก็ยังไม่เห็นวี่แววดำเนินการให้ เราไม่ได้ห่วงอย่างเดียวหรอกว่าเราจะไม่ได้เงินคืน แต่ถ้าเกิดหาคนไม่ทันขึ้นมาแล้วใครจะไปสอนน้องเขาล่ะ เราเลยลองถามคนรู้จักดู ก็เจอคนสนใจ เราก็เลยโทรไปแจ้งสถาบันว่า ไม่ต้องหาแล้วนะคะ พอดีลองไปถามๆดูแล้วมีคนสนใจ เดี๋ยวเราให้คนรู้จักเราไปสอนแทนเป็นติวเตอร์เหมือนกัน มีประสบการณ์โดยตรงด้วย เขาก็บอกไม่ได้ค่ะ ไม่ยอม เดี๋ยวหาติวเตอร์เองค่ะ พอคุยกับเราเสร็จปุ๊บ ก็รีบอัพงานลงเพจเลยค่ะ แถมไปอัพราคาเพิ่มอีกร้อยนึงด้วย ใจคอ คิดแต่จะเอาเงินอย่างเดียวเลย

แล้วพอได้ติวเตอร์ใหม่ปุ๊บ ก็ไม่ยอมโทรมาแจ้งเราด้วยนะ เราต้องรอครึ่งวัน เห็นว่านานแล้วต้องโทรไปทวง ก็บอกอ๋อ ได้แล้วค่ะๆ ให้เราส่งเลขบัญชีไปให้ พอส่งให้ปุ๊บถามว่าเมื่อไหร่จะได้เงินคืน บอก ไม่เกิน 3 วันค่ะ คือแค่โอนเงินคืนนี่ต้องรอถึงสามวันเลยเหรอ ทีให้ติวเตอร์โอนค่าแนะนำให้นี่เราต้องรีบโอนในทันทีเลย

จากกระทู้ถามความเห็นมากลายเป็นระบายความในใจไปแล้ว ยังไงก็ขอโทษจริงๆนะคะ เราอัดอั้นและเสียความรู้สึกกับสถาบันนี้มาก ซึ่งสถาบันดีๆเราก็เคยเจอมา เราเลยอยากเล่าให้เป็นอุทธาหรณ์ด้วย

ที่มา http://pantip.com/topic/32063320

1609 total views, 0 today

ประสบการณ์ติวเด็กประถม เจอปัญหาแบบนี้ จะทำอย่างไรดี

| เล่าประสบการณ์ติว | April 17, 2016

ประสบการณ์ติวเด็กประถม เจอปัญหาแบบนี้ จะทำอย่างไรดี

ดิฉันพึ่งสอนพิเศษครั้งแรกค่ะ สอนผ่านสถาบันเรียนพิเศษ ได้คอร์สเป็นคอร์สติวตัวต่อตัว สอนน้องผู้หญิง เป็นน้อง ป.3 แต่มีพื้นฐาน ป.1 เวลาสอน 1 ชั่วโมงครึ่ง ค่าสอน 170 บาทต่อชั่วโมง ที่สถาบันก็บอกประวัติน้องคร่าวๆ ว่าน้องค่อนข้างพิเศษ และมีสมาธิสั้นมาก

พอถึงวันที่ต้องทำการสอนวันแรก ก็พาน้องทำโจทย์ป.1 ง่ายๆ คืออยากรู้ว่าน้องเขามีพื้นฐานมากแค่ไหน ไม่ได้เรื่องอะไร แต่น้องทำได้ 4 ข้อก็สมาธิหลุดแล้วค่ะ น้องเริ่มตะคอกใส่ดิฉัน พาทำโจทย์ต่อก็ไม่ยอมทำ ด่า ดิฉันด้วยคำหยาบ ดิฉันตกใจมาก แถมดึงผมดิฉัน แรงมาก (โดนทำร้ายร่างกาย) ขู่ว่าจะ ถีบหน้า ขโมยปากกาของดิฉันทุกแท่งเก็บใส่กระเป๋าตัวเอง เล่นน้ำลายเอามาป้าย ดิฉัน

ตอนนั้นคือพยายามเตือนแบบนิ่มๆ แต่ยิ่งเตือนเหมือนยิ่งยุ น้องเขาก็จะเอาไม้บรรทัดมาฟาดแขนดิฉัน (โดนทำร้ายร่างกายอีกครั้ง) แถมตอนดิฉันเผลอ น้องก็จะด่าประมาณว่า ยิ้ม แล้วก็ หน้าด้าน พอดิฉันหันไปมองหน้าน้อง น้องก็บอกว่า ด่าคนในป้ายโฆษณา คือช่วงแรกๆก็เริ่มมองนาฬิกาแล้วค่ะ คิดว่าไม่ไหวแล้ว แต่พอโดนมากๆเขา คราวนี้ดิฉันขึ้นเสียงใส่ แล้วก็ดุน้องเขาว่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะ เขาก็จะเพลาๆลง สักพักทำใหม่

พอเราว่าเขา เขาก็ขอโทษ แล้วสักพักทำใหม่ วนอยู่แบบนี้อ่าค่ะ แถมน้องเขาจะพูดถึง ติวเตอร์คนก่อนๆ ว่าชอบหยิกน้องบ้าง ตีบ้าง แถมน้องเขาแค้นมาก บ่นว่าจะทำร้ายติวเตอร์คนนั้น(สงสัยน้องจะมีปม)

สรุปพอหมด ชม. แม่น้องเขาเดินเข้ามา น้องเขาก็บอกแม่เขาว่า ครั้งหน้าให้พี่คนนี้สอนอีกได้ไหม พี่ที่สถาบันเขาก็บอกว่า น้องคนนี้ผ่านติวเตอร์มาหลายคนแล้ว ส่วนใหญ่สอนไม่ได้นาน ยิ่งคนล่าสุดสอนไม่ถึง ชม. ก็วิ่งออกมาจากห้องแล้ว ดิฉันฟังก็เสียววูบวาบเลย ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะสอนต่อดีไหม แล้วจะดึงความสนใจน้องยังไงดี ถ้าน้องยังเป็นแบบนี้ 1 ชม. ครึ่ง จะไม่ได้อะไรเลย

วันแรกที่ไปสอนดิฉัน ไม่ได้เงินน่ะค่ะ เขาบอกว่าเงินออกทุกวันที่ 15 เดือนหน้า คือถ้าดิฉันจะได้เงินต้องรอ 15 เดือนหน้าเลย ไม่รู้ว่าถ้าสอนครั้งเดียว หรืออีกสัก 3 ครั้ง จะได้เงินหรือเปล่า หรือถ้าเลิกสอนก่อนวันที่ 15 จะไม่ได้เงินเลยสักบาท แค่เจอเด็กแบบนี้ ก็กลุ้มใจแล้วค่ะ ไม่รู้จะทำยังไงดี ใครมีเทคนิคอะไรดีๆ หรือมีประสบการณ์ก็แชร์กันได้น่ะค่ะ ดิฉันจะได้นำมาปรับใช้บ้าง ถอนหายใจอีกรอบ

ขอบคุณมากค่ะ

จากผู้ใช้ชื่อ marulee แห่งเว็บพันทิพดอทคอม

2353 total views, 0 today

สิ่งที่ต้องพิจารณา เมื่อจำเป็นต้องหาครูมาสอนพิเศษลูกที่บ้าน

| ติวเตอร์ | April 14, 2016

สิ่งที่ต้องพิจารณา เมื่อจำเป็นต้องหาครูมาสอนพิเศษลูกที่บ้าน

ข้อพิจารณาในแง่ของคุณภาพการสอนของครูสอนพิเศษ
– ข้อมูลของตัวครูสอนพิเศษ มีแสดงไว้ชัดเจนหรือไม่ ตรวจสอบชื่อจริง นามสกุลจริง สถาบัน ชั้นปี ที่ติวเตอร์กำลังศึกษาอยู่ ข้อมูลเหล่านี้ควรจะมีการระบุไว้อย่างชัดเจน รวมถึงตรวจสอบผลการเรียนของติวเตอร์ด้วยว่า มีผลการเรียนเป็นอย่างไร ผลการเรียนที่ดีนั้นอาจจะสื่อถึงความรับผิดชอบได้ดี
– ประสบการณ์ในการสอนของติวเตอร์ ควรจะมีหลักฐานแสดงให้เห็นได้ชัด เช่นรูปถ่ายจากการติวก่อนหน้านี้
– เทคนิคการสอน เอกสารการสอนของติวเตอร์นั้นๆ เป็นอย่างไร มีแบบฝึกหัด แบบทดสอบต่างๆเป็นอย่างไร

ข้อพิจารณาในแง่ความไว้วางใจต่อครูสอนพิเศษ
– ข้อมูลของสถาบันที่ศึกษาอยู่ คณะ สาขาวิชา เพื่อการโทรศัพท์ไปตรวจสอบกับฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัยได้ว่า บุคคลนี้ยังเป็นนักศีกษาอยู่หรือไม่ หรือว่าเป็นการแอบอ้างสถาบันเพื่อการหางานติวเตอร์เท่านั้น
– มีบุคคลที่จะสามารถใช้ในการอ้างอิงได้ และมีความน่าเชื่อถือหรือไม่
– ประสบการณ์ในการสอนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
– รูปแบบการชำระเงิน ควรจะมีการชำระหลังเรียนจบเท่านั้น ไม่ควรจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นจำนวนเกินกว่า จำนวนชั่วโมงที่จะเรียนในแต่ละครั้ง

1250 total views, 0 today

20 คำถามก่อนจ้างติวเตอร์มาติวบุตรหลานของท่าน

| เรื่องราวน่ารู้ | April 3, 2016

students-2

20 คำถามก่อนจ้างติวเตอร์มาติวบุตรหลานของท่าน

การหาติวเตอร์ที่เหมาะสมนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเพราะมีหลายตัวแปรมาเกี่ยวข้อง การได้เรียนรู้ภูมิหลังของคนที่จะมาเป็นติวเตอร์จึงเป็นเรื่องที่จะช่วยคุณในการเฟ้นหาติวเตอร์ได้เป็นอย่างดี บางครั้งการตั้งคำถามออกไปหลายๆคำถามจะทำให้คุณรู้จักติวเตอร์คนนั้นๆว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

แต่บางทีก็ไม่รู้จะถามอะไรดี ต่อไปนี้จึงเป็นคำถามที่คุณควรจะลองถามคนที่จะมาเป็นติวเตอร์ดูว่าเขาตอบอย่างไร ตอบได้คล่องแคล่วหรือไม่ หรือว่าเขาไม่มีคำตอบให้คุณ อันจะได้เป็นการตัดสินใจได้เลยว่าติวเตอร์คนนั้นเหมาะที่จะมาเป็นติวเตอร์หรือไม่

คำถามสำหรับไว้ถามติวเตอร์

1. คุณรับงานติวมานานหรือยัง

2. คุณมีคุณวุฒิอะไรบ้าง มีประกาศษณียบัตรอะไรบ้าง เช่นใบประกาศเรียนดี ใบสอบผ่าน สสวท. หรืออะไรอื่นๆ

3. คุณมีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษในเนื้อหาที่จะสอนให้กับเด็ก เช่นถ้าสอนวิทยาศาสตร์ ก็ควรจะบอกได้ว่าเชี่ยวชาญด้านไหนเป็นพิเศษอย่าง ฟิสิกส์ อาจจะถามต่ออย่าง ฟิสิกส์คำนวน เป็นต้น

4. คุณเคยสอนเด็กๆหรือผู้ใหญ่มาก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนวิชาเดียวกับลูกของฉัน

5. คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกฉันต้องการเรียนรู้สิ่งใดเป็นพิเศษ

6. คุณพบว่ามีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ที่คิดว่าจะช่วยให้การติวเด็กประสบความสำเร็จได้ดี

7. ช่วยบอกหลักการสอนของคุณให้ทราบหน่อยว่ามีหลักการอย่างไร

8. ฉันจะคาดหวังผลลัพธ์ได้อย่างไร แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากเด็กเรียนแล้วไปไม่ถึงไหน

9. หลังจากคุณได้รู้จักลูกฉันดีพอแล้ว อะไรที่คุณคิดว่าจะไปรบกวนการติวอย่างมีประสิทธิภาพของคุณได้

10. คุณจะช่วยลูกของฉันในการเผชิญกับปัญหาเรื่องสมาธิในการเรียนได้อย่างไร

11. ฉันจะทำอะไรได้บ้างเพื่อจะช่วยให้การติวก้าวไปข้างหน้า

12. คุณจะสื่อสารกับฉันอย่างไร และบ่อยแค่ไหน ในประเด็นของการติว

13. คุณจะมีการติดต่อสื่อสารกับครูของลูกฉันหรือไม่

14. คุณมีการประเมินความก้าวหน้าหรือไม่

15. คุณว่างเวลาไหนบ้าง

16. สถานที่ติวจะเป็นที่ไหน

17. แต่ละครั้งของการติวใช้เวลานานเท่าไหร่

18. คุณคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร

19. มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกหรือไม่

20. กรณีมีการยกเลิกหรือการเรียนชดเชยคุณมีวิธีการอย่างไร

คำถามเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณตัดสินใจในติวเตอร์คนนั้นๆ ได้เร็วขึ้น หากติวเตอร์ผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์สอนมานาน เขาจะสามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นติวเตอร์หน้าใหม่แต่อ้างว่าเคยติวมานานแล้ว คำถามเหล่านี้อาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าที่เขากล่าวอ้างมานั้นจริงหรือไม่จริง หวังว่าคงจะช่วยให้ท่านเลือกติวเตอร์ได้อย่างเหมาะสมและได้ผลงานที่น่าพอใจนะครับ

1360 total views, 1 today

ประเภทของการติว และมันจะช่วยเด็กได้อย่างไร

| เรื่องราวน่ารู้ | April 3, 2016

smaill-children-in-class

ประเภทของการติว และมันจะช่วยเด็กได้อย่างไร

คุณกำลังหาที่เรียนพิเศษหรือกำลังมองหาคนมาติวให้ลูกหลานอยู่หรือเปล่า จะว่าไปแล้วรูปแบบการติวนั้นมีหลากหลายวิธีมาก บางรูปแบบคุณอาจจะแทบไม่เคยได้ยินมาก่อน เรามาลองดูกันนะครับว่าการติวแต่ละรูปแบบมีลักษณะอย่างไรบ้าง และแบบไหนจะเหมาะกับลูกของคุณ

1. ติวซ่อม (Remediation) หากลูกคุณกำลังพยายามทำเกรดในบางวิชาที่ยังได้คะแนนไม่สูง หรือเรียนไม่รู้เรื่องในบางวิชาที่ต้องใช้ทักษะและการฝึกฝน อย่างเช่น การอ่าน การเขียน หรือแม้แต่คณิตศาสตร์ แสดงว่าลูกคุณต้องการ การติวประเภทนี้

ลักษณะการติวแบบนี้จะเป็นการสอนให้รู้ และการฝึกฝนในทักษะบางประการในการช่วยให้เด็กเรียนได้ทันคนอื่นหรือทำคะแนนให้สูงในระดับที่เป็นปกติ การเรียนรู้จะเป็นการเน้นเฉพาะสิ่งที่เด็กบอกว่ายากหรือสิ่งที่เขายังไม่ชำนาญ ตัวอย่างเช่นเด็ก ป.6 ควรจะสามารถหารเลขทศนิยมได้อย่างคล่องแคล่วเป็นต้น

การติวในลักษณะนี้อาจจะทำผ่าน ติวเตอร์ส่วนตัว หรือสถาบันติวต่างๆ หรือแม้แต่การเรีบนผ่านระบบออนไลน์สำหรับเด็กที่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว

2. ติวเพื่อคงความรู้ (Maintenance) เป็นลักษณะการติวที่เป็นการฝึกฝนทักษะต่างๆเพื่อให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนอยู่เสมอ อาจจะมีการบริหารจัดการเวลาเพื่อเรียนรู้ทักษะในด้านต่างๆเพิ่มเติม หรือเพื่อแบ่งเบาภาระงานด้านการเรียน

หากลูกคุณได้ผลการเรียนในระดับที่น่าพอใจ แต่ต้องการให้เขารักษาระดับการเรียนรู้เอาไว้ หรืออาจจะเป็นเพราะลูกต้องไปทำกิจกรรมอย่างอื่นมากจนไม่มีเวลาเรียนเหมือนเดิม ก็อาจจะเข้าข่ายการเรียนในลัษณะนี้

การติวในลักษณะนี้มักจะเป็นการเรียนแบบตัวต่อตัว หรือสถาบันการติวทั่วไป

3. ติวเสริม (Support) หากบุตรหลานของท่านกำลังพยายามอย่างหนักกับทักษะบางอย่าง เช่นด้านคณิตศาสตร์ รวมไปถึงการที่ต้องทำเกรดให้ได้ในระดับที่ต้องการ การติวแบบนี้อาจจะเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นการรวมทั้งสองกรณีของการติวด้านบนเข้าด้วยกัน เราจะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองมักจะติวลูกในกลุ่มนี้คือ ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้เพิ่มเติมในประเด็นใหม่ๆ พร้อมๆกับติวในส่วนที่ขาดไป

การติวลักณะนี้อาจจะต้องทำผ่านสถาบันติวเตอร์ต่างๆ หรือการหาครูมาติวตัวต่อตัว หรือแม้แต่การเรียนติวผ่านระบบออนไลน์หรือเรียนกับแผ่นนั่นเอง

4. ติวสอบ (Test Preparation) การติวในลักษณะนี้จะจำเป็นก็ต่อเมื่อลูกกำลังเครียดกับการเตรียมตัวสอบ และที่ผ่านมาอาจจะทำข้อสอบได้ไม่ดี ทำให้กังวลถึงแนวข้อสอบว่าจะเป็นอย่างไร การติวลักษณะนี้จึงมีการสอนทักษะหรือเทคนิคในการทำข้อสอบ การตัดตัวเลือก การสแกนข้อสอบและเลือกทำข้อสอบเป็นต้น การสอบบางอย่างต้องมีการติวเป็นพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อให้รู้แนวทางว่าข้อสอบเป็นอย่างไร จะได้เตรียมตัวได้ถูกเช่น สอบ TOEFL GRE SAT CUTEP เป็นต้น

การติวแบบนี้จะมีการจำลองห้องสอบ การให้ทำแบบทดสอบ เพื่อประเมินสิ่งที่ยังขาดจะได้ติวเพิ่มในประเด็นนั้นๆ จึงต้องมีการติวผ่านสถาบันติว หรือติวเตอร์ส่วนตัวในบางกลุ่ม หรืออาจจะทำข้อสอบผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วย

5. ติวเสริมความรู้ (Enrichment) หากบุตรหลานของท่านไม่มีปัญหาในด้านการเรียน แต่มีความสนใจด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษที่อาจจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กในการที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม การติวในลักษณะนี้จึงเหมาะสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เตรียมสอบแข่งขันในระดับชาติหรือนานาชาติเป็นต้น

ลักษณะการติวจะเป็นการสร้างกิจกรรมเสริมให้เด็กๆได้เรียนรู้เพิ่มเติมไปกว่าทักษะที่มีอยู่เดิม อาจจะมีการเสริมความรู้ ทักษะการเรียนรู้ การทดลองพิเศษต่างๆ ในหัวข้อที่เขาสนใจ

ผู้ที่ให้บริการติวในลักษณะนี้อาจจะเป็นได้ทั้งสถาบันการติว การติวส่วนตัว และระบบการติวออนไลน์

ไม่ว่าท่านจะเลือการติวแบบใดก็ตาม การเริ่มต้นเลือกหารูปแบบการติวที่เหมาะสมกับบุตรหลานของท่านนั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เมื่อเริ่มมีการติวไปเรื่อยๆ ท่านก็อย่าลืมมองถึงจุดดีจุดด้อยในประเด็นการติวในลักษณะต่างๆ และอย่าลืมจดคำถามไว้ เพื่อไว้ถามคนที่จะมาเป็นติวเตอร์ให้ลูกของท่าน

บทความโดย Amanda Morin จาก understood.org

992 total views, 0 today

ทำไมเด็กไทยต้องเรียนพิเศษ

| เรื่องราวน่ารู้ | August 18, 2015

tutor

ทำไมเด็กไทยต้องเรียนพิเศษ

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ว่าทำไมเด็กไทยต้องเรียนพิเศษ เราคงต้องมาดูโมเดลการศึกษาของประเทศอังกฤษกันก่อนนะครับ ว่าระบบการวัดผล ประเมินศักยภาพเด็กนั้นเขาทำกันอย่างไร

โรงเรียนในระดับชั้นนำของประเทศอังกฤษนั้น เมื่อนักเรียนขึ้นชั้นประมาณ ม.1 ของไทย จะมีการทำการสอบ Career Testing หรือวัดศักยภาพในการประกอบอาชีพ เพื่อดูความถนัด วิธีการคิดและการตัดสินใจของเด็กซึ่งจะนำไปสู่การประเมินถึงสายอาชีพของเด็กได้ว่าเด็กถนัดทางด้านไหน ซึ่งจะช่วยในการเลือกวิชาหลักที่เรียน (IGCSE) ในช่วงประมาณ ม.3 – 4

โดยแบบทดสอบนั้นจะมีการดำเนินการทุกวันเป็นระยะเวลาที่ติดต่อกันจำนวน 30 วัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอและมีความแม่นยำมากขึ้น โดยนักจิตวิทยาเด็กจะทำการเก็บข้อมูลการทดสอบของเด็กในโรงเรียนด้วยตัวเอง โดยวิธีการทดสอบจะเป็นทั้งแบบสอบถามและแบบทดสอบอื่นๆ เช่น การเขียน การวาดภาพ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการวิเคราะห์การเขียนได้อีกด้วย

การที่ต้องมีการทดสอบด้วยวิธีที่หลากหลายนั้นเนื่องจากหากมีแค่แบบสอบถามเพียงอย่างเดียว เด็กอาจจะเกิดการเบื่อหน่ายในการตอบคำถามจำนวนมาก อาจจะไม่อยากทำแบบทดสอบให้จบ บางการทดสอบจึงอาจจะออกมาในรูปของกิจกรรมสนุกๆ ที่ให้เด็กทำหลังเลิกเรียน โดยการทดสอบจะแทรกอยู่ในตารางเรียนของเด็กจนครบ 30 วัน

เมื่อได้ข้อมูลมาเพียงพอแล้ว นักจิตวิทยาจำนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก โดยทางทีมงานจะวิเคราะห์ข้อมูลออกมาเป็นรายบุคคลเพื่อสร้างโมเดลทางความคิดของเด็กแต่ละรายขึ้นมา การวิเคราะห์นี้อาจจะใช้เวลานาน 2 ถึง 3 เดือน ผลการวิเคราะห์ก็จะกลับมาสู่โรงเรียน ทางโรงเรียนจะได้นำผลที่ได้มาร่วมประชุมกับครูผู้สอนเพื่อวางแผนในการสอนเด็กแต่ละคน

แน่นอนว่าการจะดำเนินการในลักษณะนี้ได้บุคคลากรครูจะต้องมีความพร้อมและเพียงพอที่ดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง ครูเองก็จะทราบถึงวิธีการเรียนรู้ของเด็กแต่ละรายและปรับการสอนให้เข้ากับวิธีการเรียนรู้ของเด็กให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

จากนั้นก็จะมีการจัดประชุมผู้ปกครองเพื่อส่งผลทดสอบให้กับผู้ปกครอง พร้อมทั้งแนะนำรูปแบบการสอนแก่พ่อแม่ของเด็ก เหตุที่ต้องแนะนำรูปแบบการสอนให้กับผู้ปกครองของเด็กนั้นเนื่องจากว่า ระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษน้นจะเป็นการแบ่งสัดส่วนการเรียนที่โรงเรียน 60 เปอร์เซ็นต์ และเรียนกับครอบครัว 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระบบการศึกษาแบบครอบครัว พ่อแม่ก็จะเข้าใจสภาพ พฤติกรรมการเรียนรู้ของลูกจากผลการทดสอบ และยังเป็นการเสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนเหล่านี้บ่งบอกว่าครอบครัวมีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กมาก ผู้ปกครองคนไทยเองหลายคนยังเข้าใจผิดว่าการที่ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์แล้วโรงเรียนจะดูแลเด็กได้ทั้งหมด ประเทศอังกฤษได้มีการศึกษาวิจัยค้นคว้ากระบวนการเรียนการสอนมาเป็นเวลานาน ทำให้ระบบการเรียนจึงเป็นแนวทางตามโมเดลนี้

ปัญหาคือไทยเองก็พยายามเลียนแบบระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษมา แต่ยังไม่ลึกซึ้งถึงพื้นฐานที่แท้จริง ของเรามีระบบการสอบ GAT PAT แต่ของอังกฤษมีการแบ่งระดับตั้งแต่ O-level, GCE, GCSE,IGCSE และ A-Level ออกมา แต่ยังลืมถึงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการเรียนรู้ของเด็กที่ในประเทศอังกฤษที่มีสัดส่วนถึง 40%

ทำให้เด็กไทยขาดการเรียนรู้ในสัดส่วน 40% นี้ลงไป อาจจะด้วยสภาพสังคมของไทยที่พ่อแม่ไม่มีเวลา หรือพ่อแม่ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ทำให้เกิดมีสถาบันกวดวิชาต่างๆ มีติวเตอร์ต่างๆมากมายในหลากหลายสาขาวิชาที่เข้ามาทำหน้าที่ในรูปแบบครอบครัวนั่นเอง

ดังนั้นการที่ผู้แม่ผู้ปกครองต้องการให้ลูกเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน หรือหาติวเตอร์มาติวที่บ้าน ก็เพื่อจะชดเชยการเรียนรู้จากครอบครัวหลังเลิกเรียนในสัดส่วน 40% นั่นเอง เนื่องจากระบบการเรียนพิเศษนั้นย่อมมีความแตกต่างจากการเรียนในระบบห้องเรียนที่ ทุกคนต้องทำการบ้าน ทำแบบทดสอบ เรียนตามหัวข้อที่กำหนดในแต่ละวัน แต่การเรียนพิเศษให้ความรู้สึกบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากกว่า ยิ่งการติวตัวต่อตัวนั้นสามารถเรียนเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าเด็กจะเข้าใจ ซึ่งในระบบห้องเรียนทำไม่ได้นั่นเอง

1569 total views, 0 today

หาติวเตอร์ผ่านนายหน้า ดีหรือไม่

| เรื่องราวน่ารู้ | August 9, 2015

หาติวเตอร์ผ่านนายหน้า ดีหรือไม่

ปัจจุบันมีนายหน้าหาติวเตอร์มากมายตามเว็บไซท์ต่างๆ เนื่องจากคนติวเองอาจจะไม่มีเวลาพอในการที่จะประชาสัมพันธ์ตัวเองตามสื่อต่างๆ ส่วนผู้ปกครองก็ไม่มีเวลามาคัดกรองติวเตอร์ที่มีคุณภาพเอง ทำให้มีคนกลางขึ้นมา โดยคนกลางหรือนายหน้าจะคิดเงินล่วงหน้าจากติวเตอร์เป็นค่าแนะนำในระดับ 500 – 1000 บาท แล้วถึงจะป้อนงานให้

สำหรับผู้ปกครองแล้ว การติตต่อผ่านนายหน้าในการหาติวเตอร์ อาจจะเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็ว บอกความต้องการได้ และหาติวเตอร์ที่เหมาะสมให้กับบุตรหลานของตัวเองได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ในฝั่งติวเตอร์เองก็สะดวกที่จะมีแหล่งป้อนงานให้อย่างสม่ำเสมอ หรือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะหางานติวโดยไม่ต้องไปติดป้ายประกาศหรือประชาสัมพันธ์ตัวเองให้มากนัก แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในระดับหนึ่ง ที่มองแล้วน่าจะคุ้มค่าเนื่องจากหากมีการติดต่อรับติวแล้วก็น่าจะมีงานติวอย่างต่อเนื่อง ติวแค่สองสามครั้งก็ได้ค่าแนะนำที่จ่ายไปคืนมาแล้ว

แต่ปัญหาคือนายหน้าบางรายอาจจะมุ่งแสวงทำกำไรอย่างเดียว ไม่ได้คัดกรองคุณภาพของติวเตอร์มากนัก จากที่พบเห็นหากมีการสมัครเข้าไปรับงานติว ฝั่งนายหน้าจะตรวจสอบว่าพร้อมโอนเงินให้กับนายหน้าเมื่อไหร่ ใครโอนก่อนได้งานก่อน แล้วถึงจะค่อยมาสอบถามข้อมูลส่วนตัวของติวเตอร์ทีหลัง บางครั้งพบว่าอีกนานกว่าจะเริ่มงานติว หรือบางครั้งเป็นงานติวสั้นๆ รายละเอียดจะตามมาหลังจากจ่ายเงินไปแล้ว ทำให้บางครั้งก็จะเกิดคำถามว่าจะรีบเก็บเงินไปทำไม

ผู้ปกครองบางรายก็แอบตกใจเล็กน้อยพอทราบว่าติวเตอร์ที่จ้างมานั้นต้องจ่ายค่านายหน้าไปเป็นเงินหลักพันบาท แถมหากจะมีการให้ติววิชาอื่นๆเพิ่ม ก็จะโดนนายหน้ากำกับให้ติวเตอร์มีการจ่ายค่าแนะนำเพิ่ม ทั้งๆที่ถึงจุดนี้แล้วคนแนะนำไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

บางครั้งคนติวไม่สะดวกที่จะไปติวตามกำหนด จะขอเงินคืนก็จะมีความยากลำบาก ใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้เงินคืน โทรไปทวงแล้วทวงอีกกว่าจะได้ก็แทบจะตัดใจทิ้งเงินค่าแนะนำไปเลย

ดังนั้นสำหรับติวเตอร์ที่หางานผ่านนายหน้าจึงควรจะมีความระมัดระวังในการเลือกใช้บริการนายหน้า อาจจะลองค้นหาคำบ่น หรือรีวิวของนายหน้ารายนั้นๆผ่านทาง google ก่อนจะติดต่อสมัครรับงาน ผู้ปกครองก็เช่นกัน หากพบเจอว่านายหน้าส่งติวเตอร์ที่ไม่ตรงตามที่ได้บรรยายสรรพคุณไว้ ก็คงต้องออกมาช่วยกันบ่นให้ผู้ปกครองคนอื่นๆได้รับทราบกัน

2577 total views, 2 today

สมควรหาติวเตอร์มาสอนพิเศษลูกหรือไม่

| เรื่องราวน่ารู้ | August 9, 2015

engtutor

สมควรหา ติวเตอร์ มาสอนพิเศษลูกหรือไม่

คำถามของผู้ปกครองหลายๆคนก็คือ “ควรหาติวเตอร์มาสอนพิเศษลูกตัวต่อตัวดีหรือไม่” ซึ่งเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ๋น่าจะมีคำตอบอยู่แล้ว นั่นเพราะต่างก็มองว่าการติวตัวต่อตัวน่าจะได้ผลกว่าการเรียนรวมในห้อง เพราะจะสามารถสอนเด็กได้ตรงตามความต้องการของเด็กคนนั้นๆ แทนที่จะเป็นการสอนทั้งห้องที่แต่ละคนอาจจะมีความสามารถไม่เท่ากัน

ความจริงแล้วการศึกษาของเด็กนั้นทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองควรจะร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ระบบโรงเรียนนั้นสร้างหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานขึ้นมา และครูก็จะสอนไปตามโครงสร้างหลักสูตรนั้นๆ แต่ปัญหาคือเด็กแต่ละคนจะมีความสามารถไม่เท่ากัน

เด็กบางคนสามารถเข้าใจได้ตั้งแต่ในห้องเรียน เด็กบางคนต้องกลับมาทบทวนก่อนถึงจะพอเข้าใจ แต่เด็กบางคนเหมือนไปนั่งเฉยๆ แทบจะไม่เข้าใจอะไรเลย เด็กกลุ่มหลังๆนี่แหละที่ผู้ปกครองจะต้องเข้าช่วยในการทำความเข้าใจเนื้อหา การทบทวนบทเรียน การทำการบ้านเป็นต้น

แต่ปัญหาคือผู้ปกครองมักจะไม่ค่อยมีเวลา หรือกลับถึงบ้านดึกดื่น เหนื่อยไปกับภาระงานจนไม่มีเวลาสอบลูก หรือมีเวลาสอนแต่ปรากฏว่าลูกไม่ค่อยปฏิบัติตามมีอาการงอแง จะดุลูกก็ไม่เต็มที่ หรือบางคนก็คุมอารมณ์ไม่อยู่ตบตีลูกระหว่างสอนการบ้านก็มี

ดังนั้นการหา ติวเตอร์ มาสอนให้ลูกที่บ้านจึงน่าจะเป็นทางออกอันนึง ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และยังทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้ เนื่องจากการที่เด็กเรียนกับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่นั้นจะมีอาการงอแงน้อยลง

ดังนั้นหากเรามีกำลังพอที่จะจ่าย เราจึงควรหา ติวเตอร์ มาติวลูก เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจในบทเรียนต่างๆ ซึ่งมาทำหน้าที่แทนเรา แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็ ชั่วโมงละ 200 – 300 บาท สำหรับเด็กเล็ก ซึ่งเราก็สามารถหา ติวเตอร์ ได้จากเว็บทั่วไป หรือเว็บ haTutor.com เว็บนี้นั่นเอง

1195 total views, 0 today

เกี่ยวกับเรา

| เรื่องราวน่ารู้ | August 1, 2015

About Us

ปัจจุบันการหาติวเตอร์ หรือคนรับสอนพิเศษตามบ้าน สามารถกระทำได้ง่ายขึ้นผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่ปัญหาคือ ติวเตอร์หน้าใหม่ไม่รู้จะไปลงประกาศโฆษณาประชาสัมพันธ์บริการติวเตอร์ได้ที่ไหน หากไปฝากชื่อผ่านเว็บสถาบันก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายสูง บางทีไปสอนแค่ครั้งสองครั้งยังไม่คุ้มค่าแนะนำลูกค้าก็บอกเลิกการติวซะแล้ว จะเริ่มหาลูกค้ารายใหม่ ก็ต้องจ่ายค่าแนะนำใหม่อีก

ครั้นจะไปเปิดเว็บเองเพื่อประกาศบริการติว ก็อาจจะรู้สึกยุ่งยาก ไม่รู้จะทำอย่างไร สถานที่ๆให้บริการลงประกาศรับติวตอนนี้ก็เห็นจะมีเว็บ dek-d.com เป็นต้น เว็บนี้เลยเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางในการลงประกาศหาติวเตอร์ และบริการติวเตอร์ฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย

หากท่านต้องการติดต่อ admin เพื่อต้องลบประกาศที่ท่านเลิกให้บริการไปแล้ว กรุณาติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 098-309-3000 นะครับ กรุณาระบุด้วยว่าท่านโทรมาเกี่ยวกับเว็บไหนนะครับ เพราะแอดมินมีเว็บประกาศอยู่หลายเว็บด้วยกัน

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมกันนะครับ
แอดมิน
สิงหาคม 2558

3551 total views, 1 today